วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธปท.เผยเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้น ดันค่าเงินบาทแข็ง


ธปท.เผยเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้น ดันค่าเงินบาทแข็ง ระบุยังไม่พบการ "เก็งกำไร" ยอมรับห่วงท่องเที่ยวทรุด-หวัด 09 กระทบเศรษฐกิจ

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาว่า จากการติดตาม ยังไม่พบว่า มีการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยเงินทุนที่ไหลเข้ามายังถือว่า เป็นไปตามภาวะปกติ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งที่เงินบาทแข็งค่าเกิดจากภาวะเงินทุนไหลเข้า

ขณะเดียวกันการนำเข้ามีปริมาณไม่มากเหมือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนที่จะต้องนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินตราต่างประเทศมีปริมาณน้อยลง และอีกส่วนหนึ่งมาจากมีเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตลาดหุ้นด้วย ซึ่งเป็นผลจากความมั่นใจของนักลงทุน

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบเงินบาทกับเงินตราสกุลภูมิภาค พบว่า เงินบาทผันผวนค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ค่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อนค่าตามความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเมื่อใดที่เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น นักลงทุนก็จะหันมาลงทุนหรือหากำไรในที่มีความเสี่ยง แต่ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาเมื่อไรก็จะกลับไป ซึ่งทุกประเทศก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว

นางธาริษากล่าวว่า จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่ง ดังนั้นจึงทำให้ความรู้สึกของนักลงทุนยังเปราะบาง เมื่อมีตัวเลขออกมาไม่ดี นักลงทุนก็จะมีปฎิกิริยากลับไปกลับมาเป็นธรรมดา ดังนั้น ธปท.จึงเน้นย้ำให้ผู้เข้าและส่งออกมีการทำป้องกันความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะฟื้นได้ตามที่ ธปท.ประเมินไว้หรือไม่ นางธาริษา กล่าวว่า เป็นสิ่งที่จะต้องจับตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าภาคการท่องเที่ยงลดลงไปมาก ปัจจัยหลักก็มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และปัญหาการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่ ธปท.เห็นสัญญาณที่ดีจากภาคการบริโภคและการลงทุนที่เริ่มกลับมาเป็นบวก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ของรัฐบาล


คำถาม

1.ในช่วงนี้เงินบาทได้เเข็งค่าขึ้นเพราะเหตุใด?
2.ไข้หวัด2009มีผลกระทบอย่างไรกับเศรษฐกิจบ้าง?
3.เพราะเหตุใดนักลงทุนนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินตราต่างประเทศมีปริมาณน้อยลง ?

โดย ศิริลักษณ์ กันตโสภณานนท์ ID5001203013

ที่มาwww.ThaiPR.net -- อาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2009 16:00:00 น.
กรุงเทพฯ--26 ก.ค.--อินโฟเควสท์

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ออมเงินประกันชีวิตคุ้มมั้ย?


รู้จักประกับชีวิต

ประกันชีวิตเป็นบริการอย่างหนึ่งที่ให้หลักประกันเป็นเงินลงทุนและบริการดูแลสุขภาพควบคู่กัน ซึ่งมีมากมายหลายแพ็กเกจที่บริษัทประกันจะจัดโปรโมชั่นเพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้า โดยปกติแล้วมักจะจัดประกันชีวิตให้รวมกับการประกันสุขภาพไปด้วย ซึ่งประกันชีวิตคุณจะได้เงินปันผลหรือได้เงินคืนเมื่อกรมธรรม์สิ้นสุดลง แต่ประกันสุขภาพก็เหมือนกับเงินกินเปล่าทุกๆ ปี แต่จะปลอดภัยและคุ้มค่าเมื่อคุณไม่สบาย ประกันชีวิตจึงถือเป็นการออมเงินรูปแบบหนึ่งที่มีของแถมเป็นการคุ้มครองจากบริษัทประกัน ดังนั้น ความคุ้มค่าจึงอยู่ที่ความต้องการของคุณเองว่าต้องการเงินคืนในรูปแบบใด ภายในปีไหน เช่น ออมสำหรับเกษียณอายุ ออมสำหรับการศึกษาของลูก เป็นต้น

ประกันค่าใช้จ่าย...ต่อเนื่อง

การคิดทำประกันนั้นเป็นรายจ่ายต่อเนื่องที่อาจจะทำให้คุณหมุนเงินไม่ทันได้ แม้ว่าจะสามารถแบ่งจ่าย 3 เดือน 6 เดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่คุณจะต้องหามาให้ทัน ซึ่งถ้าคุณวางแผนไม่ดีแล้วขาดส่งไป 1-2 งวด ประกันอาจจะงดการคุ้มครอง รวมทั้งอาจจะริบเงินต้นส่วนที่คุณได้ส่งมาหรือได้คืนแบบไม่เต็มจำนวน ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกทำประกันชีวิต ต้องดูศักยภาพตัวเองด้วยว่าสามารถทำได้แค่ไหน อย่าเพิ่งเห็นแก่ค่าตอบแทนอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าคุณไม่อาจส่งเงินได้อย่างสบายๆ เพราะถ้ายกเลิกก่อนหน้านั้นคุณอาจจะไม่ได้อะไรเลย แถมขาดทุนด้วย

ค่าตอบแทน...จากประกันชีวิต

หากคุณจ่ายประกันชีวิตปีละ 50,000 บาท รวมแล้ว 10 ปี อย่างต่ำสุดคือคุณจะได้เงินทั้งหมด 500,000 บาทคืน ซึ่งคุณควรดูที่ระยะเวลาและผลตอบแทนการออมครั้งนี้ให้ดี เพราะบางบริษัทจะให้คุณส่งเป็นเวลา 10 ปี เมื่อครบกำหนดส่งแล้วก็จะยืดเวลาการชำระเงินออกไปเป็นปีที่ 15 ข้อเสียคือ คุณจะต้องรอเงินนานขึ้น แต่ค่าตอบแทนก็อาจจะมากขึ้นด้วย ขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณว่ามันจะคุ้มค่ากับการรอหรือไม่ ส่วนมากค่าตอบแทนของบริษัทประกันจะเป็นการประมาณการ เนื่องจากเขาต้องนำเงินของคุณไปลงทุนเช่นกัน ดังนั้น คุณควรถามการการันตีที่แน่นอน พร้อมอ่านสัญญาให้ละเอียดที่สุด เพราะตัวแทนประกัน (บางคน) อาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนและเป็นผลเสียต่อคุณได้ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่หนักเอาการเหมือนกัน

ข้อดีของการออมแบบประกัน

มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะทำประกัน เนื่องจากเป็นการบังคับตัวเองไปในตัวว่าจะต้องเก็บออมเงิน และมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น ทองคำ หรือกองทุนบางประเภท แถมยังได้ความคุ้มครองอื่นๆ เป็นของแถมด้วย เรียกว่าเป็นการซื้อความมั่นคงในชีวิตและคนที่อยู่ภายหลัง หากวันใดวันหนึ่งเราจากโลกนี้ไปก่อน พวกเขาจะอยู่ได้ไม่ลำบาก ส่วนที่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้มต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ และไม่เสียรู้ต่อสัญญาต่างๆ ของประกัน เพียงเท่านี้ก็จะคุ้มค่าพอกับการออมแบบอื่นๆ แต่มีบริการเป็นของแถมด้วย

นางสาว สุภาวิณี อยู่โภชนา ID.5001203042 C.2/2

คำถาม
1.ข้อดีของการออมโดยการทำประกันชีวิตคืออะไร
2.ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิตควรที่จะศึกษาข้อมูลอะไรบ้าง

ที่มา:www.my-aomsin.blogspot.com

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ครม.ไฟเขียวต่ออายุ 5 มาตราการ

ครม.ไฟเขียวต่ออายุ 5 มาตราการ น้ำ-ไฟ-รถเมล์ฟรี ถึงสิ้นปี 52 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพคนจน ผอ.สำนักงบฯ ชี้ การขยายเวลาต้องใช้งบเยอะ แนะควรขยายแค่ระยะสั้น

มีรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติขยายเวลา 5 มาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ หลังจากที่ 5 มาตรการ 6 เดือน จะครบกำหนดในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 นี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือด้าน ค่ารถเมล์ รถไฟ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และตรึงราคาก๊าซหุงต้ม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลระบุว่า มาตรการที่สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เกิดประโยชน์ในระดับฐานรากอย่างแท้จริง คือ มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง และมาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟ ชั้น 3

ส่วนมาตรการน้ำประปา และใช้ไฟฟ้าฟรีนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาข้อมูลจากครอบครัวผู้ที่มีรายได้น้อยจริง พบว่า ครอบครัวที่มีการใช้หลอดไฟส่องสว่าง 2-3 ดวง พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็นอย่างละ 1 เครื่อง พบค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่เดือนละประมาณ 80-100 หน่วย จึงเห็นว่ายังเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยระดับหนึ่ง

นายบัณฑูร สุภัควนิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการขยายโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน โดยยอมรับว่า การขยายโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีการขยายเวลาในระยะสั้น แต่ทั้งนี้จะต้องดูอีกครั้งว่าจะมีการนับแบบปีงบประมาณหรือปีปฏิทิน

ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนขนาดใหญ่ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 1.56 ล้านล้านบาท นายบัณฑูร กล่าวว่า จะมีการประมูลโครงการโดยใช้วิธี อี-ออกชัน ส่วนที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าจะมีความล่าช้านั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้มีการดูเงื่อนไขต่างๆ ให้ง่ายขึ้นเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนไข 60 วัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ เพราะกติกาตรงนี้เป็นแค่ระเบียบเท่านั้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีความมีโปร่งใส

โดย นางสาวปวีณา เรือนตุ่น ID 5001203015

คำถาม
1.เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงต่ออายุ 5 มาตราการน้ำ-ไฟ-รถเมล์ฟรี
2.เพราะเหตุใดรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้ถึงสิ้นปี 2552

ที่มาhttp://www.manager.co.th

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฝากอย่างไรให้รวย



ฝากเงินอย่างไรให้รวย


อย่างที่ทราบกันดีว่า คนส่วนใหญ่นิยมออมเงินด้วยการฝากเงินไว้ในธนาคาร
ดังนั้นเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการฝากเงิน คุณจึงควรทำความเข้าใจกับบัญชีเงินฝากแต่ละประเภท ดังนี้

* บัญชีออมทรัพย์ เป็นบัญชีที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะว่าสามารถฝาก และถอนออกได้ง่าย
ข้อดี : - สามารถถอนเงินเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้ไม่ต้องพกเงินคราวละมากๆ
ข้อเสีย : - ด้วยความที่เบิกถอนได้ง่าย ทำให้ไม่ทันระวังในเรื่องของการใช้เงิน
- อัตราดอกเบี้ยต่ำ และยังถูกเก็บภาษีดอกเบี้ยด้วย
* บัญชีเงินฝากประจำ เป็นบัญชีที่มีการกำหนดระยะเวลาที่สามารถเบิกถอนได้ เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือมากกว่า 1 ปี ดังนั้นคนที่ฝากเงินแบบนี้ ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถอนเงินออกก่อนกำหนด
ข้อดี : - จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินแบบออมทรัพย์
ข้อเสีย : - ถ้าเบิกถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ยเลย

* บัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์พิเศษ เป็นการฝากเพื่อเป้าหมายเฉพาะด้าน โดยผู้ฝากต้องฝากเงินเท่ากันทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดที่ตกลงกันไว้
ข้อดี : - จะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ทั่วไป และไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย
ข้อเสีย : - สามารถเบิกเงินได้เดือนละ ครั้งเดียวเท่านั้น
นอกจากที่คุณจะต้องรู้และเข้าใจหลักการในการฝากเงินแต่ละประเภทแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ คือ การจัดสรรบัญชีเงินฝากการจัดสรรบัญชีเงินฝาก มีหลัก คือ ไม่เก็บทุกอย่างไว้ในบัญชีเดียว
ควรแบ่งเงินตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
-บัญชีแรก คือ บัญชีออมทรัพย์ ที่คุณสามารถเปิดได้เสมอ เพื่อใช้จ่ายในแต่ละเดือน บวกกับเงินที่เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน (ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายปกติรายเดือน)
-บัญชีที่สอง ก็ควรเป็น บัญชีเงินฝากประจำระยะยาว เพราะจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าแบบอื่นๆ โดยคุณควรฝากเงินทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละ 10% ของเงินเดือน
-บัญชีที่สาม เป็นบัญชีเพื่อการลงทุน เป็นเงินที่สะสมจนเป็นกอบเป็นกำ แล้วค่อยถอนไปลงทุน เช่น นำไปลงทุนในตราสาร หรือหลักทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ดังนั้น เงินส่วนนี้จึงควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์พิเศษ ที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากในบัญชีออมทรัพย์ปกติ แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ฝากต้องฝากเงินสม่ำเสมอเท่ากันทุกเดือนๆ ละ 1,000 บาทขึ้นไป



โดย นางสาว อรวรรณ ตั้งบัณฑิต ID:5001203041



คำถาม

1.ถ้าคุณต้องการออมเงินที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องถอนเงินออกก่อนกำหนดเเละได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากทั่วไป ควรฝากเงินในบัญชีประเภทใด
2.การฝากเงินประเภทใดที่ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย
3.การฝากเงินประเภทไหนที่เหมาะกับคุณ เพราะเหตุใด