วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน
ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน
-->
การแต่งงานใครๆ ก็เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่เรื่องของคนแค่สองคนแต่ยังต้องรวมไปถึงญาติ และครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคู่แต่งงานมักจะให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส งานเลี้ยง งานฉลองที่มีแขกเหรื่อมากมาย ทั้งญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายเยอะแยะไปหมด
แม้ว่าในปัจจุบันจะมี Wedding Organizer มี Wedding Studio รับจัดการ ดูแล และออกแบบงานแต่งงานให้แบบครบวงจรก็ตาม ว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวทั้งหลายก็ยังมีเรื่องให้วิ่งวุ่นๆ หลายเรื่องเพื่อให้งานเลี้ยงแม้เพียงช่วงไม่กี่ชั่วโมงออกมาดีที่สุด นั่นก็ว่าด้วยเรื่องก่อนแต่ง พอแต่งงานไปแล้ว น่าจะต้องวางแผนการแต่งเงินด้วย คนเราต่อให้รักกันปานใด รู้จักกันมานานเพียงใด หากไม่จัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของชีวิตคู่ให้ชัดเจน ปล่อยให้คลุมๆ เครือๆ ไม่รู้ว่าคู่ชีวิตมีเงินเดือนประมาณเท่าใด ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าอะไร มีหนี้สินอยู่บ้างมั้ย เป็นหนี้อะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ต้องส่งเสีย ดูแลครอบครัว พ่อแม่พี่น้องบ้างมั้ย ความไม่รู้หรือความคลุมเครือจะก่อให้เกิดการระหองระแหง สร้างความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ความไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะบั่นทอนความสุข ความอบอุ่นในการใช้ชีวิตคู่ไปอย่างน่าเสียดาย
การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากการทำบันทึกรายได้ และการใช้จ่ายสักสองหรือสามเดือน เพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของทั้งสองคน และเพื่อตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นร่วมกัน เริ่มตั้งแต่บันทึกเงินเดือน รายได้ต่างๆ แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายร่วมทั้ง ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถหรือค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว การบันทึกนี้จะช่วยให้ทั้งคู่ได้รับรู้รายได้ และภาระค่าใช้จ่ายของกันและกัน รวมทั้งส่วนที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ลองนึกดูหากเรารู้แต่ว่าคู่ชีวิตของเรามีรายได้ มีเงินเดือนเท่านั้น เท่านี้ แล้วประเมินเอาเองว่า น่าจะมีเงินให้เรา หรือให้ครอบครัวเท่านั้น เท่านี้ น่าจะซื้อนั่น จ่ายนี่ให้เราได้ แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะโดยปกติเรามักมีแนวโน้มจะคิดและตีความอะไรเข้าข้างตัวเอง แล้วความไม่เข้าใจกันก็จะก่อร่างสร้างตัวขึ้น เพราะความไม่รู้ เพราะมีแต่ข้อมูลรายได้ด้านเดียว
นอกจากนี้ การทำบันทึกแบบนี้จะทำให้ทั้งคู่ได้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของกันและกันด้วย คู่ชีวิตของเราอาจจะงกกว่าที่เรารู้จัก หรือฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด การรับรู้น่าจะนำไปสู่การพูดคุยเพื่อปรับจูนให้เข้ากันได้ดีขึ้น ข้อมูลสำคัญนี้จะช่วยให้การแต่งเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม หลายคู่อาจจะตกลงจะรวมกระเป๋ากันแล้วให้คุณแม่บ้านเป็นผู้บริหาร แต่หลายคู่อาจจะยังคงแยกกระเป๋ากัน แต่มี "กองทุนครอบครัวอบอุ่น" สำหรับค่าใช้จ่ายร่วมโดยอาจจะรับผิดชอบคนละเท่าๆ กัน หรือตามสัดส่วนรายได้ก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน เพื่อยังคงความเป็นอิสระ ความส่วนตัวไว้บ้าง
หลายคนอาจจะต้องพบกับปัญหาทางการเงินของคู่ชีวิตที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อเราตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว คู่ชีวิตที่ดี ย่อมต้องเชื่อมั่นในกันและกัน ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคทางการเงินไปให้ได้ อาจจะต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ตั้งเป้าหมาย หาวิธีจัดการหนี้ และตัดลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้การจัดการหนี้สำเร็จลุล่วงไปไม่เป็นก้างขวางทางทำลายความรักที่เคยมีให้กัน
ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ทุกคู่ควรมีการกำหนดเป้าหมายในอนาคตร่วมกัน อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถ การท่องเที่ยว การดูแลคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆ ของทั้งสองฝ่าย การมีลูก การศึกษาของลูก การเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ การปรับปรุงตกแต่งบ้าน ซึ่งต้องกำหนดด้วยว่าเป้าหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อจะได้จัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่นคง" สำหรับเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นใจในอนาคต
เมื่อครอบครัวมั่นคงแล้ว ก็ต้องไม่ลืมจัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง" สำหรับการขยายดอกผล สร้างความมั่งคั่งให้เงินทองที่มี ได้ผลิดอกออกผลจากการออม การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตามที่ควรจะเป็น และต้องไม่ลืมวางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉินไว้บ้าง เพราะความไม่แน่นอน เหตุไม่คาดฝัน หรืออุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ หลายคู่อาจจะเลือกทำประกันภัย ประกันชีวิต แต่ก็น่าจะวางแผนต้องเผื่อการตกงาน การลดลงของรายได้ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งเหตุฉุกเฉินของญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย จึงอาจจะต้องมี "กองทุนครอบครัวสุขสันต์" ไว้บ้าง... โดย คุณวีระชาติ ชุตินันท์วโรดม
ที่มา TSI Investment Wiki
คำถาม
1.การวางเเผนการเงินของครอบครัวจะมีประโยชน์อย่างไร
2.การบันทึกรายรับรายจ่ายของครอบครัวจะมีผลดีอย่างไร
3.คุณมีวิธีการวางแผนทางการเงินของครอบครัวอย่างไร
โดย ศิริลักษณ์ กันตโสภณานนท์
152utccbf302g5@gmail.com
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทอท.ตั้งเป้ายกระดับการบริการ สุวรรณภูมิ แข่งสนามบินภูมิภาค

กรุงเทพฯ 28 ส.ค. - บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ได้จัดสัมมนาครบรอบ 30 ปี โดยเชิญผู้บริหารสนามบินนานาชาติเข้าร่วม โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และกล่าวว่า มั่นใจว่าการแก้ปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย คือ การแก้ปัญหาไกด์ผี แท็กซี่เถื่อน การดูแลกระเป๋าสัมภาระ ภาพลักษณ์สนามบิน เชื่อว่า ปัญหาจะหมดภายใน 3 เดือน หลังจากที่รัฐบาลได้ผลักดันให้มีคณะกรรมการ 3 ชุด เข้ามาแก้ปัญหา คือ ชุดที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ศุลกากร สรรพสามิต และผู้บริหารสายการบิน นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการของ ทอท.ที่มีนายปิยพันธ์ จัมปาสุต เป็นประธาน ที่กำลังแก้ปัญหาอยู่ และเชื่อว่าเมื่อปัญหาหมดไป จะยกระดับมาตรการงานบริการของสุวรรณภูมิทั้งหมดให้ดียิ่งขึ้น และยังมั่นใจว่าสุวรรณภูมิจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบินได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำแผนแก้ปัญหาสุวรรณภูมิมาประชุมเพื่อสรุปทุกแนวทาง หากพบว่าเรื่องใดจำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบ ก็สามารถทำได้ทันที
ด้านนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อปรับปรุงงานของท่าอากาศยานของไทย โดยไม่ได้พูดถึงปัญหาของสุวรรณภูมิ แต่จะหารือถึงแนวทางการพัฒนาในอนาคต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังมั่นใจว่า ภายในปีนี้สุวรรณภูมิจะก้าวไปติด 1 ใน 10 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก หลังจากไตรมาส 3-4 มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากขั้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า สุวรรณภูมิของไทยยังมีปัญหาและเป็นรองท่าอากาศยานในภูมิภาคเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แม้ว่า สุวรรณภูมิจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องระบบไอที และโครงสร้าง แต่ ทอท. ก็จะเดินหน้าปรับปรุงแก้ปัญหาความตระหนักเรื่องการให้บริการของพนักงานที่ต้องปลูกฝังและสร้างให้มีค่านิยมมากขึ้น - สำนักข่าวไทย
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำแผนแก้ปัญหาสุวรรณภูมิมาประชุมเพื่อสรุปทุกแนวทาง หากพบว่าเรื่องใดจำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบ ก็สามารถทำได้ทันที
ด้านนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อปรับปรุงงานของท่าอากาศยานของไทย โดยไม่ได้พูดถึงปัญหาของสุวรรณภูมิ แต่จะหารือถึงแนวทางการพัฒนาในอนาคต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังมั่นใจว่า ภายในปีนี้สุวรรณภูมิจะก้าวไปติด 1 ใน 10 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก หลังจากไตรมาส 3-4 มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากขั้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า สุวรรณภูมิของไทยยังมีปัญหาและเป็นรองท่าอากาศยานในภูมิภาคเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แม้ว่า สุวรรณภูมิจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องระบบไอที และโครงสร้าง แต่ ทอท. ก็จะเดินหน้าปรับปรุงแก้ปัญหาความตระหนักเรื่องการให้บริการของพนักงานที่ต้องปลูกฝังและสร้างให้มีค่านิยมมากขึ้น - สำนักข่าวไทย
ชื่อ น.ส. สุภาวิณี อยู่โภชนา ID. 5001203042
คำถาม
1.ปัญหาที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้แก้ไขคืออะไร
2.จุดประสงค์ของการจัดสัมนาครั้งนี้คืออะไร
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อนาคตการซื้อขายคาร์บอนจากภาคป่าไม้
การซื้อขายคาร์บอนจากกิจกรรมในภาคป่าไม้เป็นประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ และเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอย่างมาก เรื่องนี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อมีประเด็นเรื่อง REDD (Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country) เกิดขึ้นในการเจรจาจัดทำกติกาเรื่องโลกร้อนกันใหม่
แต่เดิมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวกับภาคป่าไม้จะมีเฉพาะโครงการ CDM เท่านั้น แต่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง มีขั้นตอนและการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก จึงมีโครงการที่ผ่านการประเมินเพียง 1 โครงการเท่านั้น (เป็นโครงการที่อยู่ในประเทศจีน) ส่วนกรณี REDD ก็ยังอยู่ในการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติ
ในขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่อง REDD แต่กิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ก็เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วในตลาดที่เรียกว่า "ตลาดภาคสมัครใจ" (Voluntary Carbon Market: VCM) ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในโครงการ CDM กับ REDD และกับตลาดภาคสมัครใจ
ในกรณีตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจนั้น เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เป็นการดำเนินงานโดยภาคเอกชนตามความสมัครใจ เริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณปี 1989 ตลาด VCM ที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ เช่น Chicago Carbon Exchange (CCX) ในปัจจุบันตลาด VCM ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต แต่ก็มีอัตราเติบโตที่น่าสนใจ จากข้อมูลในปี 2008 ตลาด VCM มีปริมาณ 123.4 ล้านตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 77% จากปี 2007 สำหรับในตลาด CCX โครงการภาคป่าไม้มีอยู่ 49 โครงการ มีอัตราเพิ่มขึ้น 21% จากปี 2007 จากการสำรวจพบว่า การเติบโตเพิ่มขึ้นนี้มีผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเสนอร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา (Clean Energy and Security Act 2009) ราคาซื้อขายคาร์บอนจากโครงการภาคป่าไม้ในตลาด VCM อยู่ที่ประมาณ 6-7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอน
สำหรับการเจรจาเรื่อง REDD เรื่องที่พอจะตกลงกันได้แล้ว คือ การดำเนินงานเรื่อง REDD เป็นแบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการบังคับ (อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะผลักดันให้เชื่อมโยงเรื่อง REDD กับการให้ประเทศกำลังพัฒนามีพันธกรณีเพิ่มขึ้น) สำหรับเรื่องขอบเขตกิจกรรมของ REDD ตอนนี้มีแนวโน้มว่า นอกเหนือจากกิจกรรมลดการทำลายป่า ลดความเสื่อมโทรมของป่า จะรวมถึงกิจกรรมการปลูกหรือฟื้นฟูทำให้ป่าเพิ่มขึ้นเข้าไปด้วย ตอนนี้จึงเรียกกันว่าเป็น "REDD-Plus" เมื่อรวมเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าเข้าไป จึงทำให้เกิดความสับสนกับเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าตามกลไก CDM ที่มีอยู่เดิม
ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่า มาตรการสนับสนุนกิจกรรม REDD จะใช้กลไกตลาด ให้มีการค้าขายคาร์บอนเครดิตแบบโครงการ CDM หรือจะใช้กลไกกองทุน หรือจะใช้ผสมกันทั้งสองแบบ ประเทศต่างๆ มีข้อคิดเห็นหลากหลายแตกต่างกันไป แต่ละแนวทางก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต้องพิจารณา ถ้าเลือกใช้กลไกกองทุน ก็มีการบ้านที่ต้องเจรจาและออกแบบว่า ทำอย่างไรจะให้มีเงินเข้ามาในกองทุนเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมเรื่อง REDD ใครจะเป็นผู้จ่าย จ่ายอย่างไร ฯลฯ
ถ้าเน้นใช้กลไกตลาด ให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ คาดว่าจะมีความต้องการสูง เนื่องจากต้นทุนเรื่อง REDD ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการลดก๊าซในกิจกรรมอื่นๆ หากประเทศที่พัฒนาแล้วมุ่งแต่มาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนเอง ปัญหาโลกร้อนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข มีแต่รายได้จากการค้าขายคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น
โจทย์ของประเทศไทยสำหรับเรื่องโลกร้อนกับภาคป่าไม้ในตอนนี้จึงมีทั้งเรื่องการเจรจาจัดทำกติกาโลกฉบับใหม่ (Post 2012 Regime) ให้มีเนื้อหาที่แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้จริงและมีความเป็นธรรม และการรับมือกับกิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในตลาด VCM ที่เริ่มมีการดำเนินงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
โดย ปวีณา เรือนตุ่น 5001203015
คำถาม
1.มาตารการสนับสนุนกิจกรรม REDD ถ้าเลือกใช้กลไกลกองทุนจะมีข้อดีอย่างไร
2.โจทย์ของประเทศไทยสำหรับเรื่องโลกร้อนกับป่าไม้ในตอนนี้มีการเจรจาเรื่องใด
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
รอบรู้เรื่องข้อสอบ TOEFL เเละ GMAT
Test of English as a Foreign Language (TOEFL - iBT)TOEFL คือแบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติเพื่อวัดความเข้าใจภาษาอังกฤษ
ปัจจุบันการสอบ TOEFL ได้เปลี่ยนมาใช้การสอบด้วยระบบอินเตอร์เน็ท TOEFL Internet-Based Test (TOEFL iBT) แทนการทดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer - Based Test) และระบบกระดาษดินสอ (Paper - Based Test) โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้ถูกต้องใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าการสอบแบบเดิม
การสอบ TOEFL iBTแบบใหม่นี้จะประกอบด้วยการทดสอบ 4 ส่วนคือ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน โดยที่แบบทดสอบจะช่วยให้นักเรียนได้แสดงความสามารถและทักษะทางด้านภาษาอังกฤษในด้านต่างๆ นอกจากนี้การทดสอบ TOEFL iBT ยังเน้นการบูรณาการหรือผสมผสานทักษะภาษาอังกฤษในด้านต่างๆ ทั้ง 4 ส่วนเข้าด้วยกัน โดยในข้อเดียวกันนี้จะต้องใช้ทุกทักษะในการแก้ปัญหา
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการสอบ TOEFL Internet-Based Test (TOEFL iBT) แบบใหม่
จะมีการสอบพูด (Speaking Section) โดยจะมีคำถามเปิดเพื่อให้ผู้สอบพูดจำนวน 6 คำถาม ผู้ทำการสอบจะต้องพูดผ่านไมโครโฟน ซึ่งจะมีการบันทึกเสียงและให้คะแนน
จะเพิ่มการเขียนเรียงความอีกหนึ่งหัวข้อภายในระยะเวลา 20 นาที จากปัจจุบันที่มีการเขียนเรียงความตามหัวข้อที่กำหนดให้ จำนวนหนึ่งหัวข้อ ภายในระยะเวลา 30 นาที
นอกเหนือจากคำถามที่เน้นเกี่ยวกับการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน ข้อสอบใหม่จะมีการบูรณาการทั้ง 4 ส่วนเข้าด้วยกัน โดยในข้อเดียวกันนี้จะต้องใช้ทุกทักษะ ในการแก้ปัญหา
การสอบแบบใหม่จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งนานขึ้นกว่าการสอบแบบเดิมประมาณ 1 ชั่วโมง
ระบบคะแนนจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยผู้สอบจะได้รับผลคะแนนทั้ง 4 ส่วน คือ การอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน พร้อมๆ กับผลคะแนนโดยรวม
การสอบในแต่ละส่วนประกอบด้วย
1.การฟัง (Listening) ประกอบด้วย 6 บทสนทนา ซึ่งแต่ละอันจะมีคำถามแบบปรนัย (Multiple Choices) จำนวน 5 - 6 คำถาม
2.การอ่าน (Reading) มีบทความจำนวน 3 บทความ ซึ่งแต่ละบทความจะมีคำถามแบบปรนัย (Multiple Choices) จำนวน 12 - 14 คำถาม
3.การพูด (Speaking) ประกอบด้วยคำถามเปิดจำนวน 6 คำถาม
- 2 คำถามแรก ผู้สอบจะต้องตอบแบบทันที โดยแต่ละคำถามจะใช้เวลา 45 วินาที (รวม 1 นาที 30 วินาที)
- 2 คำถามต่อมา ผู้สอบจะต้องอ่านบทความสั้นๆ แล้วฟังบทสนทนาที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะต้องตอบคำถาม โดยในแต่ละข้อจะให้เวลาพูด 60 วินาที (รวม 2 นาที)
- 2 คำถามสุดท้าย ผู้สอบจะต้องฟังบทสนทนา ก่อนที่จะตอบคำถาม โดยในแต่ละข้อจะให้เวลาพูด 60 วินาที (รวม 2 นาที)
4.การเขียน (Writing) ประกอบด้วยการเขียนเรียงความ 2 หัวข้อ
- การเขียนเรียงความอันแรก ผู้สอบจะต้องอ่านบทความ หลังจากนั้นจะได้ฟังบทสนทนาเกี่ยวกับบทความนั้น แล้วจึงเขียนเรียงความจำนวน 2 ย่อหน้า ภายในระยะเวลา 20 นาที
- การเขียนเรียงความตามหัวข้อที่กำหนดให้ ภายในระยะเวลา 30 นาที
Graduate Management Admission Test (GMAT)
GMAT หรือ Graduate Management Admission Test เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถของผู้ที่ต้องการเข้าศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้คะแนน GMAT ในการพิจารณารับนักศึกษา
ลักษณะของข้อสอบ
เป็นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ รวมทั้งความถนัดของการเขียนในเชิงวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความสามารถ ที่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาด้านบริหารธุรกิจควรจะมี ข้อสอบเป็นแบบปรนัย แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ Quantitative และ Verbal และมีส่วนการเขียนความเรียงที่เรียกว่า Analytical Writing Assessment (AWA)
Quantitative Section
มี 37 คำถาม ใช้เวลา 75 นาที
คำถาม Problem Solving ~ 24 คำถาม
คำถาม Data Sufficiency ~ 13 คำถาม
Verbal Section
มี 41 คำถาม ใช้เวลา 75 นาที
คำถาม Reading Comprehension ~14 คำถาม
คำถาม Critical Reasoning ~14 คำถาม
คำถาม Sentence Correction ~13 คำถาม
Essay คำถาม (Analytical Writing Assessment)
จะเริ่มต้นด้วย AWA สองคำถาม ในแต่ละส่วนจะมีเวลาทำ 30 นาที ในการพิมพ์ความเรียงในคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมเวิร์ดอย่างง่าย เรียงความแต่ละส่วนนั้นจะมีการเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วในขณะที่ อีกสองส่วนนั้นไม่ได้เรียงลำดับก่อนหลังเอาไว้
การคิดคะแนนของ GMAT
จะมีการติดลบ 1 ใน 4 สำหรับข้อที่เลือกผิดทุกข้อ และการรายงานผลจะรายงานคะแนน 3 ครั้งล่าสุด มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะพิจารณาเฉพาะผลคะแนนครั้งที่ดีที่สุด แต่บางแห่งอาจจะพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของ ทั้ง 3 ครั้ง ในคณะที่มหาวิทยาลัยบางแห่ง อาจจะพิจารณาจากพัฒนาการของนักศึกษาจากผลที่ได้แต่ละครั้ง คะแนน GMAT จะอยู่ระหว่าง200 - 800 คะแนน ส่วนใหญ่นักศึกษาจะทำได้ประมาณ 250-700 ในส่วนการเขียนเชิงวิเคราะห์ จะมีคะแนนในช่วง 0 - 6 ผู้ที่ไม่ทำข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือทั้งการเขียนบทความ และการทำข้อสอบปรนัย จะไม่ได้รับผลคะแนน เนื่องจากถือว่าทำข้อสอบไม่สมบูรณ์ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การสอบ GMAT ในประเทศไทยให้เป็นแบบการสอบกับคอมพิวเตอร์
คะแนน GMAT กับ Business Schools
คะแนน GMAT ที่ผู้สอบจะได้รับ จะมีแบ่งเป็นส่วนๆ ดังต่อไปนี้
- Quantitative ระดับคะแนน อยู่ในช่วง 0 ถึง 60
- Verbal ระดับคะแนนอยู่ในช่วง 0 ถึง 60
- Overall ระดับคะแนนอยู่ในช่วง 200 ถึง 800 ซึ่งเป็นคะแนนหลังจากนำสองส่วนแรกมารวมกันแล้วนำมาเทียบให้อยู่ในช่วงคะแนน สองร้อยถึงแปดร้อย
- Analytical Writing Assessment ระดับคะแนน อยู่ในช่วง 0 ถึง 6 โดยจะเป็นคะแนนแยกจากสองส่วนแรก ส่วนนี้สำคัญน้อยกว่าสองส่วนแรก
การเรียน MBA ในมหาวิทยาลัยดังๆ ส่วนใหญ่ก็หมายถึงการที่จบมาแล้วได้u3591 งานทำดีๆ เงินเดือนมาก ฉะนั้นการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดังจึงค่อนข้างสูง ฉะนั้นผล GMAT ที่จะใช้เพื่อให้ได้รับการตอบรับเข้าเรียน ก็สูงตามไปอย่างช่วยไม่ได้ ตารางข้างล่างเป็นคะแนนโดยเฉลี่ยของผู้ที่จะเข้าเรียน MBA ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา
มหาวิทยาลัย คะแนน
Stanford University 730
Cornell University 670
Georgetown University 655
University of Pittsburgh 620
-คำถาม
1.การสอบTOEFL คืออะไร
2.การสอบ TOEFL iBTแบบใหม่นี้จะประกอบด้วยการทดสอบ กี่ส่วนอะไรบ้าง
3.การสอบ GMATคือ
4.การสอบGMAT มีลักษณะข้อสอบเป็นอย่างไรเเล้วเเบ่งเป็นกี่ส่วนมีอะไรบ้าง
โดย นางสาว อรวรรณ ตั้งบัณฑิต ID5001203041
ที่มา http://www.gointerclub.com/index.php?area=1&p=static&page=gmat
http://www.gointerclub.com/index.php?area=1&p=static&page=toefl
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โหร โอฬาร กับคำทำนายเศรษฐกิจรูปตัว L
ในงานประชุมวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เรื่อง "เหลียวหลังแลหน้า เชื่อมั่นอนาคตอุตสาหกรรมไทย"
วานนี้ (10 ก.ย.) ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สศอ. ร่วมสัมมนา
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ประเมินว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "U" แต่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัว "L" หากนโยบายการเงินผิดพลาดและไม่ตรงประเด็น โดยเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับเดือนก.ย. 2551 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการเงินบาทอ่อนค่า การให้สินเชื่อของธนาคารและการใช้จ่ายงบประมาณรัฐ
ดร.โอฬาร กล่าวว่า ในปี 2552 รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยลดลง 1.2 ล้านล้านบาท โดยถ้าจัดการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 3 บาท จะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยเพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท และถ้าต้องจัดการให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน 400,000 ล้านบาท และเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐ 400,000 ล้านบาท จะเป็นการชดเชยรายได้จากการส่งออกและบริการที่ลดลงของปีนี้ได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช้าออกไป
ทั้งนี้ หากภาครัฐจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มรายได้ให้ผู้ส่งออก แรงงานและเกษตรกร โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 คาดว่าการส่งออกและบริการไทยจะมีมูลค่า 82,372 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 2.8 ล้านล้านบาท แต่ถ้าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 37 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 3.04 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมามีผู้กล่าวถึงเฉพาะประโยชน์ในการส่งออกแต่ไม่มีใครกล่าวถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลควรมองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ประสบความสำเร็จ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียที่สามารถพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ซึ่งเกาหลีใต้ใช้นโยบายเงินวอนอ่อนค่าตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยประสานงานกับผู้ส่งออกให้ปรับราคาสินค้าลงก่อนที่จะจัดการให้เงินวอนอ่อนค่าและเมื่อผู้ส่งออกได้รับการชำระเงินแล้วจะมีรายได้ในรูปเงินวอนมากขึ้น และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังออกมาและใช้จ่ายที่โปร่งใสจึงทำให้ฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น
รัฐบาลไทยต้องการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลควรลองใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าก่อนที่จะบอกว่าไม่ต้องการนโยบายดังกล่าว และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท โดยที่ผ่านมา ธปท.ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าตามกลไกตลาดและไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อขายเงินดอลลาร์ และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่านโยบายเงินบาทอ่อนค่าไม่ส่งผลกระทบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงว่าภาครัฐเริ่มเข้าใจแล้วและถ้ามีการบริหารเงินทุนสำรองให้ดี
อาทิตย์ วุฒิคะโร เห็นว่า สศอ.ประเมินภาคอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและจะมีการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "V" แต่เป็นรูปตัว " V" ที่มีหางตวัดลงเพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 8 เรื่อง คือ 1.ภาวะอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นเกิดจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งยังมีข้อกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวแบบยั่งยืนหรือไม่ 2.เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และความโปร่งใสของงบประมาณที่จัดสรรลงไป 3.แนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น 4.อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก
5.นโยบายการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีของรัฐบาลจะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังปล่อยสินเชื่อได้ช้า ซึ่งเห็นว่าควรมีการผ่อนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรมีมติให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแยกบัญชีระหว่างสินเชื่อปกติกับสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล โดยถ้าไม่มีมติ ครม.รองรับจะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่กล้าปล่อยสินเชื่อมากเพราะกังวลความผิดในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ
6.คำสั่งซื้อที่เข้ามามากในช่วงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาฝึกอบรมแรงงานใหม่ 7.ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจะต้องมีความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสเพราะต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข็งด้วย 8.ความสมดุลของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต้องหาจุดร่วมตามรัฐธรรมนูญ โดยถ้าหาจุดร่วมไม่ได้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มองว่า โอกาสเกิดวิกฤติมีอยู่เสมอและในอีก 2-3 ปี อาจจะมีวิกฤติอีกหลายด้าน เช่น วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ซึ่งภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่และจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ตลาดเวลา โดยที่ผ่านมาประเทศใช้ทรัพยากรไปมากจึงจำเป็นต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาเสริม และภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มเฉพาะธรรมาภิบาลหรือการรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งต้องมองหลายมิติให้มากขึ้นและดำเนินการในสิ่งที่โลกต้องการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความเห็นว่าอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่มแต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว และเห็นว่าจะต้องแบ่งการพัฒนาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.อุตสาหกรรมหลักเชิงเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมตั้งแต่อดีต เช่น ยานยนต์ 2.อุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้อยู่บนฐานความรู้ 3.อุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน รีไซเคิล 4.อุตสาหกรรมด้านสังคม เช่น วิสาหกิจชุมชน โอท็อป โดยปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่มองทั้ง 4 กลุ่มให้เชื่อมโยงกันและการแบ่งงานของแต่ละกระทรวงไม่สนับสนุนการพัฒนาจึงทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่เกิด
ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จะต้องมีเจ้าภาพเข้ามาดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 กลุ่ม โดยมีนโยบายเดียวกันเพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดมาตรการส่งเสริมทั้ง 4 กลุ่มได้ ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องมานั่งคุยกันเพื่อกำหนดหน้าที่กันใหม่ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถ้าไม่มีการหารือกันจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานตามแนวคิดเก่า ซึ่งในต่างประเทศมีการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อดูแลงานที่ให้ความสำคัญในแต่ละช่วง เช่น อังกฤษตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลปัญหาโลกร้อน โดยไทยอาจไม่ต้องตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลแต่อาจให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหลักในการกำหนดบทบาทของแต่ละกระทรวง
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ประเมินว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "U" แต่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัว "L" หากนโยบายการเงินผิดพลาดและไม่ตรงประเด็น โดยเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับเดือนก.ย. 2551 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการเงินบาทอ่อนค่า การให้สินเชื่อของธนาคารและการใช้จ่ายงบประมาณรัฐ
ดร.โอฬาร กล่าวว่า ในปี 2552 รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยลดลง 1.2 ล้านล้านบาท โดยถ้าจัดการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 3 บาท จะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยเพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท และถ้าต้องจัดการให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน 400,000 ล้านบาท และเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐ 400,000 ล้านบาท จะเป็นการชดเชยรายได้จากการส่งออกและบริการที่ลดลงของปีนี้ได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช้าออกไป
ทั้งนี้ หากภาครัฐจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มรายได้ให้ผู้ส่งออก แรงงานและเกษตรกร โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 คาดว่าการส่งออกและบริการไทยจะมีมูลค่า 82,372 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 2.8 ล้านล้านบาท แต่ถ้าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 37 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 3.04 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมามีผู้กล่าวถึงเฉพาะประโยชน์ในการส่งออกแต่ไม่มีใครกล่าวถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลควรมองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ประสบความสำเร็จ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียที่สามารถพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ซึ่งเกาหลีใต้ใช้นโยบายเงินวอนอ่อนค่าตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยประสานงานกับผู้ส่งออกให้ปรับราคาสินค้าลงก่อนที่จะจัดการให้เงินวอนอ่อนค่าและเมื่อผู้ส่งออกได้รับการชำระเงินแล้วจะมีรายได้ในรูปเงินวอนมากขึ้น และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังออกมาและใช้จ่ายที่โปร่งใสจึงทำให้ฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น
รัฐบาลไทยต้องการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลควรลองใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าก่อนที่จะบอกว่าไม่ต้องการนโยบายดังกล่าว และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท โดยที่ผ่านมา ธปท.ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าตามกลไกตลาดและไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อขายเงินดอลลาร์ และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่านโยบายเงินบาทอ่อนค่าไม่ส่งผลกระทบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงว่าภาครัฐเริ่มเข้าใจแล้วและถ้ามีการบริหารเงินทุนสำรองให้ดี
อาทิตย์ วุฒิคะโร เห็นว่า สศอ.ประเมินภาคอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและจะมีการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "V" แต่เป็นรูปตัว " V" ที่มีหางตวัดลงเพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 8 เรื่อง คือ 1.ภาวะอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นเกิดจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งยังมีข้อกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวแบบยั่งยืนหรือไม่ 2.เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และความโปร่งใสของงบประมาณที่จัดสรรลงไป 3.แนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น 4.อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก
5.นโยบายการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีของรัฐบาลจะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังปล่อยสินเชื่อได้ช้า ซึ่งเห็นว่าควรมีการผ่อนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรมีมติให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแยกบัญชีระหว่างสินเชื่อปกติกับสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล โดยถ้าไม่มีมติ ครม.รองรับจะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่กล้าปล่อยสินเชื่อมากเพราะกังวลความผิดในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ
6.คำสั่งซื้อที่เข้ามามากในช่วงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาฝึกอบรมแรงงานใหม่ 7.ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจะต้องมีความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสเพราะต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข็งด้วย 8.ความสมดุลของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต้องหาจุดร่วมตามรัฐธรรมนูญ โดยถ้าหาจุดร่วมไม่ได้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มองว่า โอกาสเกิดวิกฤติมีอยู่เสมอและในอีก 2-3 ปี อาจจะมีวิกฤติอีกหลายด้าน เช่น วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ซึ่งภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่และจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ตลาดเวลา โดยที่ผ่านมาประเทศใช้ทรัพยากรไปมากจึงจำเป็นต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาเสริม และภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มเฉพาะธรรมาภิบาลหรือการรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งต้องมองหลายมิติให้มากขึ้นและดำเนินการในสิ่งที่โลกต้องการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความเห็นว่าอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่มแต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว และเห็นว่าจะต้องแบ่งการพัฒนาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.อุตสาหกรรมหลักเชิงเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมตั้งแต่อดีต เช่น ยานยนต์ 2.อุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้อยู่บนฐานความรู้ 3.อุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน รีไซเคิล 4.อุตสาหกรรมด้านสังคม เช่น วิสาหกิจชุมชน โอท็อป โดยปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่มองทั้ง 4 กลุ่มให้เชื่อมโยงกันและการแบ่งงานของแต่ละกระทรวงไม่สนับสนุนการพัฒนาจึงทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่เกิด
ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จะต้องมีเจ้าภาพเข้ามาดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 กลุ่ม โดยมีนโยบายเดียวกันเพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดมาตรการส่งเสริมทั้ง 4 กลุ่มได้ ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องมานั่งคุยกันเพื่อกำหนดหน้าที่กันใหม่ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถ้าไม่มีการหารือกันจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานตามแนวคิดเก่า ซึ่งในต่างประเทศมีการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อดูแลงานที่ให้ความสำคัญในแต่ละช่วง เช่น อังกฤษตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลปัญหาโลกร้อน โดยไทยอาจไม่ต้องตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลแต่อาจให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหลักในการกำหนดบทบาทของแต่ละกระทรวง
คำถาม
1. จากบทความ การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง 3 บาท จะมีผลอย่างไร?
2. เห็นด้วยจากคำแนะนำในข้อที่ 1 หรือไม่ อย่างไร
3. ไทยควรแบ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมออกเป็น 4 กลุ่ม คืออะไรบ้าง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย นาย วรเชษฐ์ ฉัตรอุดมกุล ID: 5001103139
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552
การค้ากับควันบุหรี่
เป็นที่ทราบกันดีว่าบ้านเรามีกฎหมายค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การมีกฎหมายคงไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่การที่ผู้คนพร้อมใจกันขมวดคิ้วใส่สิงห์อมควันที่สูบบุหรี่เป็นที่รำคาญของคนอื่น ทำให้กฎหมายได้ผลศักดิ์สิทธิ์ตามวัตถุประสงค์ เรียกว่าดีกว่ากฎหมายอื่นอีกหลายฉบับได้เลยล่ะ
ท่านผู้อ่านคงทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากบรรดาคุณหมอไฟแรงของเราที่พยายามรณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ โดยในช่วงปี 2543 -2548 ผู้แทนไทยมีบทบาทอย่างมากในการเจรจาอนุสัญญากรอบว่าด้วยการควบคุมยาสูบหรือ FCTC (Framework Convention on Tobacco Control) ที่องค์การอนามัยโลก นครเจนีวา ชนกับธุรกิจข้ามชาติสาขานี้ ว่ากันหมัดต่อหมัด จนประสบความสำเร็จกลายเป็นความตกลงระดับโลกด้านสุขภาพฉบับแรก มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2548ทำให้หลายๆ ประเทศพากันออกมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่กันเป็นการใหญ่ รวมทั้งไทยด้วย อย่างไรก็ดี อีกหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีนครเจนีวาเป็นที่ตั้งขององค์การอนามัยโลกแท้ๆ ยังไม่เข้าเป็นภาคี FCTC และจนทุกวันนี้ สิงห์อมควันชาวสวิสก็ยังคงพ่นควันกันควันโขมงในร้านอาหาร ผับ คลับ บาร์ แต่ก็เป็นสิทธิที่ประเทศเขาเลือกทำครับ คนเราต่างจิตต่างใจกันได้ ถึงกระนั้นก็ตาม เรียกได้ว่า FTCT ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีเนื่องจากแรงคัดค้านจากบริษัทบุหรี่อเมริกันที่เกรงจะเสียผลประโยชน์มากกว่าครึ่งของมลรัฐทั้งหมด 50 มลรัฐของสหรัฐฯ รวมทั้งแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ได้ออกมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ต่างจากที่ภาคี FTCT ต้องทำนัก
มีข้อเสนอเรื่องการลงโทษและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด - ผู้อยู่ในวงการค้าบุหรี่เถื่อนพึงระวัง ตามข้อเสนอเหล่านี้ ในอนาคต การค้ายาสูบผิดกฎหมาย ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะหนีไปที่ไหน รัฐต่าง ๆ ก็จะมีกลไกที่จะตามตัวมาลงโทษจนได้ ทำนองการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีอดีตนาซีที่ไปหลบอยู่รัฐโอไฮโอ ผู้ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งส่งกลับไปดำเนินคดีที่เยอรมนีตามข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่ว่าทุกฝ่ายเห็นด้วย การเจรจายังไม่จบ แต่การที่มีคนเสนอให้มีมาตรการเช่นนี้เพื่อปราบปรามการค้าบุหรี่เถื่อน สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างครับ อย่างแรกคืออุตสาหกรรมบุหรี่ โดยเฉพาะบริษัทบุหรี่อเมริกัน มีภาพลักษณ์ที่แย่มากในสายตาสาธารณชน และแทบจะถูกจัดให้เป็น "public enemy" ไปโดยปริยาย ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมทางธุรกิจในอดีต เช่น การซ่อนผลกระทบต่อสุขภาพของการสูบบุหรี่ไว้เป็นเวลานาน รวมถึงความพยายามบิดเบือนผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ชี้ให้เห็นภัยของบุหรี่ ต่างๆ นานา ดังนั้นจึงหาพันธมิตรมาเห็นใจได้ยากยิ่ง และถูกมองอย่างเคลือบแคลงสงสัยไม่ว่าจะทำอะไร
อย่างไรก็ดี บางฝ่ายมองว่ามาตรการควบคุมการสูบบุหรี่บางอย่างน่าจะถือได้ว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า อาทิ การห้ามโฆษณา การห้ามขายบุหรี่ในร้านค้าปลอดภาษี เป็นต้น ในขณะที่ฝ่ายที่มุ่งมั่นกับการประกาศสงครามต่อต้านบุหรี่ก็เดินหน้าต่อด้วย "แผนสอง" คือ การจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกค้า "บุหรี่เถื่อน"
ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นหรือได้ยินมาบ้างว่า มีการขายบุหรี่หนีภาษีตามทางเท้าในบ้านเรา ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมาย เนื่องจากเลี่ยงทั้งอากรศุลกากรและภาษีสรรพสามิต บ้านเราภาษีอาจไม่สูงนัก ถึงจะเก็บภาษีจนเต็มเพดานแล้วอย่างในตอนนี้ก็เถอะ ราคาก็ยังไม่แพงเท่าบุหรี่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งเก็บภาษีหนักมาก และบุหรี่หนีภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล อีกทั้งยังทำให้มาตรการด้านนโยบายลดการบริโภคบุหรี่ด้วยการเก็บภาษีใช้ไม่ได้ผล นักสาธารณสุขจึงเป็นเดือดเป็นแค้นกับขบวนการบุหรี่เถื่อนเป็นอันมาก นี่ยังไม่นับเหตุผลอื่นที่สำคัญอีก เช่น การค้าบุหรี่เถื่อนเป็นช่องทางการฟอกเงินทางหนึ่ง
ผู้ร้ายรายใหญ่ก็ไม่พ้นบริษัทบุหรี่จากชาติมหาอำนาจอินทรีล่ะครับ โดยข้อกล่าวหาก็คือ จงใจปล่อยปละละเลยให้บุหรี่จำนวนมากที่ตนผลิตตกไปอยู่ในมือคนที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะนำเข้าไปขายที่ยุโรปแบบหนีภาษี เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปจึงเริ่มปราบปรามบุหรี่เถื่อนจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้การปราบปรามก็เริ่มจะขยายวงกว้างขึ้นไปสู่ระดับสากล โดยจะเป็นการจับมือกันระหว่างภาคศุลกากรกับภาคสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งได้หยิบยกเรื่องการค้าบุหรี่อย่างผิดกฎหมายขึ้นภายใต้ FCTC โดยจะมีการเจรจาจัดทำพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำดังกล่าวเร็วๆ นี้
ข้อเสนอให้มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากๆ ดูจะเป็นอาการหนึ่งของความเก็บกด หรือ "frustration" ของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีรัฐบาลที่ไม่มีความจริงจังในการจัดการกับปัญหาในบ้านตนเอง รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข โดยประเทศเหล่านี้มีปัญหาเฉพาะหน้ามากมายอยู่แล้วให้จัดการ และเรื่องบุหรี่เถื่อนอาจถูกจัดเป็นเรื่องรอง แถมบริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่ทรงอำนาจคอยส่งเสริมการค้าหนีภาษีอยู่อย่างลับๆ รัฐบาลประเทศเล็กๆ จะไปทำอะไรไหว ผลก็คืออาการเหล่านี้มาปรากฏในท่าทีการเจรจาระหว่างประเทศ โดยประเทศเหล่านี้เชื่อว่าจะสามารถใช้นำกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เข้มงวดไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้ ง่ายกว่ารอให้นักการเมืองของตนหันมาสนใจจัดการกับปัญหา
ความเป็นไปในโลกเรา บางทีก็เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่มันก็เป็นความเป็นจริงของชีวิตใช่ไหมครับ
คำถาม
1.FCTC (Framework Convention on Tobacco Control)คืออะไร
2.สิ่งใดที่มีความสำคัญในการส่งเสริมกฏหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้ได้ผลมากขึ้น
3.เมื่อได้อ่านบทความนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อธุรกิจกับบุหรี่
โดย นายวรเชษฐ์ ฉัตรอุดมกุล ID:5001103139
ที่มา
การค้ากับควันบุหรี่ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2446 23 ก.ค. - 25 ก.ค. 2552
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0623653&issue=2446
การค้ากับควันบุหรี่ ภาค 2จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2449 02 ส.ค. - 05 ส.ค. 2552
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0624493&issue=2449
ท่านผู้อ่านคงทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากบรรดาคุณหมอไฟแรงของเราที่พยายามรณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ โดยในช่วงปี 2543 -2548 ผู้แทนไทยมีบทบาทอย่างมากในการเจรจาอนุสัญญากรอบว่าด้วยการควบคุมยาสูบหรือ FCTC (Framework Convention on Tobacco Control) ที่องค์การอนามัยโลก นครเจนีวา ชนกับธุรกิจข้ามชาติสาขานี้ ว่ากันหมัดต่อหมัด จนประสบความสำเร็จกลายเป็นความตกลงระดับโลกด้านสุขภาพฉบับแรก มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2548ทำให้หลายๆ ประเทศพากันออกมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่กันเป็นการใหญ่ รวมทั้งไทยด้วย อย่างไรก็ดี อีกหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีนครเจนีวาเป็นที่ตั้งขององค์การอนามัยโลกแท้ๆ ยังไม่เข้าเป็นภาคี FCTC และจนทุกวันนี้ สิงห์อมควันชาวสวิสก็ยังคงพ่นควันกันควันโขมงในร้านอาหาร ผับ คลับ บาร์ แต่ก็เป็นสิทธิที่ประเทศเขาเลือกทำครับ คนเราต่างจิตต่างใจกันได้ ถึงกระนั้นก็ตาม เรียกได้ว่า FTCT ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีเนื่องจากแรงคัดค้านจากบริษัทบุหรี่อเมริกันที่เกรงจะเสียผลประโยชน์มากกว่าครึ่งของมลรัฐทั้งหมด 50 มลรัฐของสหรัฐฯ รวมทั้งแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ได้ออกมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ต่างจากที่ภาคี FTCT ต้องทำนัก
มีข้อเสนอเรื่องการลงโทษและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด - ผู้อยู่ในวงการค้าบุหรี่เถื่อนพึงระวัง ตามข้อเสนอเหล่านี้ ในอนาคต การค้ายาสูบผิดกฎหมาย ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะหนีไปที่ไหน รัฐต่าง ๆ ก็จะมีกลไกที่จะตามตัวมาลงโทษจนได้ ทำนองการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีอดีตนาซีที่ไปหลบอยู่รัฐโอไฮโอ ผู้ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งส่งกลับไปดำเนินคดีที่เยอรมนีตามข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่ว่าทุกฝ่ายเห็นด้วย การเจรจายังไม่จบ แต่การที่มีคนเสนอให้มีมาตรการเช่นนี้เพื่อปราบปรามการค้าบุหรี่เถื่อน สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างครับ อย่างแรกคืออุตสาหกรรมบุหรี่ โดยเฉพาะบริษัทบุหรี่อเมริกัน มีภาพลักษณ์ที่แย่มากในสายตาสาธารณชน และแทบจะถูกจัดให้เป็น "public enemy" ไปโดยปริยาย ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมทางธุรกิจในอดีต เช่น การซ่อนผลกระทบต่อสุขภาพของการสูบบุหรี่ไว้เป็นเวลานาน รวมถึงความพยายามบิดเบือนผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ชี้ให้เห็นภัยของบุหรี่ ต่างๆ นานา ดังนั้นจึงหาพันธมิตรมาเห็นใจได้ยากยิ่ง และถูกมองอย่างเคลือบแคลงสงสัยไม่ว่าจะทำอะไร
อย่างไรก็ดี บางฝ่ายมองว่ามาตรการควบคุมการสูบบุหรี่บางอย่างน่าจะถือได้ว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า อาทิ การห้ามโฆษณา การห้ามขายบุหรี่ในร้านค้าปลอดภาษี เป็นต้น ในขณะที่ฝ่ายที่มุ่งมั่นกับการประกาศสงครามต่อต้านบุหรี่ก็เดินหน้าต่อด้วย "แผนสอง" คือ การจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกค้า "บุหรี่เถื่อน"
ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นหรือได้ยินมาบ้างว่า มีการขายบุหรี่หนีภาษีตามทางเท้าในบ้านเรา ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมาย เนื่องจากเลี่ยงทั้งอากรศุลกากรและภาษีสรรพสามิต บ้านเราภาษีอาจไม่สูงนัก ถึงจะเก็บภาษีจนเต็มเพดานแล้วอย่างในตอนนี้ก็เถอะ ราคาก็ยังไม่แพงเท่าบุหรี่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งเก็บภาษีหนักมาก และบุหรี่หนีภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล อีกทั้งยังทำให้มาตรการด้านนโยบายลดการบริโภคบุหรี่ด้วยการเก็บภาษีใช้ไม่ได้ผล นักสาธารณสุขจึงเป็นเดือดเป็นแค้นกับขบวนการบุหรี่เถื่อนเป็นอันมาก นี่ยังไม่นับเหตุผลอื่นที่สำคัญอีก เช่น การค้าบุหรี่เถื่อนเป็นช่องทางการฟอกเงินทางหนึ่ง
ผู้ร้ายรายใหญ่ก็ไม่พ้นบริษัทบุหรี่จากชาติมหาอำนาจอินทรีล่ะครับ โดยข้อกล่าวหาก็คือ จงใจปล่อยปละละเลยให้บุหรี่จำนวนมากที่ตนผลิตตกไปอยู่ในมือคนที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะนำเข้าไปขายที่ยุโรปแบบหนีภาษี เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปจึงเริ่มปราบปรามบุหรี่เถื่อนจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้การปราบปรามก็เริ่มจะขยายวงกว้างขึ้นไปสู่ระดับสากล โดยจะเป็นการจับมือกันระหว่างภาคศุลกากรกับภาคสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งได้หยิบยกเรื่องการค้าบุหรี่อย่างผิดกฎหมายขึ้นภายใต้ FCTC โดยจะมีการเจรจาจัดทำพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำดังกล่าวเร็วๆ นี้
ข้อเสนอให้มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากๆ ดูจะเป็นอาการหนึ่งของความเก็บกด หรือ "frustration" ของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีรัฐบาลที่ไม่มีความจริงจังในการจัดการกับปัญหาในบ้านตนเอง รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข โดยประเทศเหล่านี้มีปัญหาเฉพาะหน้ามากมายอยู่แล้วให้จัดการ และเรื่องบุหรี่เถื่อนอาจถูกจัดเป็นเรื่องรอง แถมบริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่ทรงอำนาจคอยส่งเสริมการค้าหนีภาษีอยู่อย่างลับๆ รัฐบาลประเทศเล็กๆ จะไปทำอะไรไหว ผลก็คืออาการเหล่านี้มาปรากฏในท่าทีการเจรจาระหว่างประเทศ โดยประเทศเหล่านี้เชื่อว่าจะสามารถใช้นำกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เข้มงวดไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้ ง่ายกว่ารอให้นักการเมืองของตนหันมาสนใจจัดการกับปัญหา
ความเป็นไปในโลกเรา บางทีก็เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่มันก็เป็นความเป็นจริงของชีวิตใช่ไหมครับ
คำถาม
1.FCTC (Framework Convention on Tobacco Control)คืออะไร
2.สิ่งใดที่มีความสำคัญในการส่งเสริมกฏหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้ได้ผลมากขึ้น
3.เมื่อได้อ่านบทความนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อธุรกิจกับบุหรี่
โดย นายวรเชษฐ์ ฉัตรอุดมกุล ID:5001103139
ที่มา
การค้ากับควันบุหรี่ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2446 23 ก.ค. - 25 ก.ค. 2552
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0623653&issue=2446
การค้ากับควันบุหรี่ ภาค 2จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2449 02 ส.ค. - 05 ส.ค. 2552
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0624493&issue=2449
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ธปท.เผยเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้น ดันค่าเงินบาทแข็ง

ธปท.เผยเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้น ดันค่าเงินบาทแข็ง ระบุยังไม่พบการ "เก็งกำไร" ยอมรับห่วงท่องเที่ยวทรุด-หวัด 09 กระทบเศรษฐกิจ
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาว่า จากการติดตาม ยังไม่พบว่า มีการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยเงินทุนที่ไหลเข้ามายังถือว่า เป็นไปตามภาวะปกติ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งที่เงินบาทแข็งค่าเกิดจากภาวะเงินทุนไหลเข้า
ขณะเดียวกันการนำเข้ามีปริมาณไม่มากเหมือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนที่จะต้องนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินตราต่างประเทศมีปริมาณน้อยลง และอีกส่วนหนึ่งมาจากมีเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตลาดหุ้นด้วย ซึ่งเป็นผลจากความมั่นใจของนักลงทุน
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบเงินบาทกับเงินตราสกุลภูมิภาค พบว่า เงินบาทผันผวนค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ค่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อนค่าตามความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเมื่อใดที่เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น นักลงทุนก็จะหันมาลงทุนหรือหากำไรในที่มีความเสี่ยง แต่ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาเมื่อไรก็จะกลับไป ซึ่งทุกประเทศก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว
นางธาริษากล่าวว่า จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่ง ดังนั้นจึงทำให้ความรู้สึกของนักลงทุนยังเปราะบาง เมื่อมีตัวเลขออกมาไม่ดี นักลงทุนก็จะมีปฎิกิริยากลับไปกลับมาเป็นธรรมดา ดังนั้น ธปท.จึงเน้นย้ำให้ผู้เข้าและส่งออกมีการทำป้องกันความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะฟื้นได้ตามที่ ธปท.ประเมินไว้หรือไม่ นางธาริษา กล่าวว่า เป็นสิ่งที่จะต้องจับตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าภาคการท่องเที่ยงลดลงไปมาก ปัจจัยหลักก็มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และปัญหาการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่ ธปท.เห็นสัญญาณที่ดีจากภาคการบริโภคและการลงทุนที่เริ่มกลับมาเป็นบวก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ของรัฐบาล
คำถาม
1.ในช่วงนี้เงินบาทได้เเข็งค่าขึ้นเพราะเหตุใด?
2.ไข้หวัด2009มีผลกระทบอย่างไรกับเศรษฐกิจบ้าง?
3.เพราะเหตุใดนักลงทุนนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินตราต่างประเทศมีปริมาณน้อยลง ?
โดย ศิริลักษณ์ กันตโสภณานนท์ ID5001203013
ที่มาwww.ThaiPR.net -- อาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2009 16:00:00 น.
กรุงเทพฯ--26 ก.ค.--อินโฟเควสท์
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ออมเงินประกันชีวิตคุ้มมั้ย?

รู้จักประกับชีวิต
ประกันชีวิตเป็นบริการอย่างหนึ่งที่ให้หลักประกันเป็นเงินลงทุนและบริการดูแลสุขภาพควบคู่กัน ซึ่งมีมากมายหลายแพ็กเกจที่บริษัทประกันจะจัดโปรโมชั่นเพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้า โดยปกติแล้วมักจะจัดประกันชีวิตให้รวมกับการประกันสุขภาพไปด้วย ซึ่งประกันชีวิตคุณจะได้เงินปันผลหรือได้เงินคืนเมื่อกรมธรรม์สิ้นสุดลง แต่ประกันสุขภาพก็เหมือนกับเงินกินเปล่าทุกๆ ปี แต่จะปลอดภัยและคุ้มค่าเมื่อคุณไม่สบาย ประกันชีวิตจึงถือเป็นการออมเงินรูปแบบหนึ่งที่มีของแถมเป็นการคุ้มครองจากบริษัทประกัน ดังนั้น ความคุ้มค่าจึงอยู่ที่ความต้องการของคุณเองว่าต้องการเงินคืนในรูปแบบใด ภายในปีไหน เช่น ออมสำหรับเกษียณอายุ ออมสำหรับการศึกษาของลูก เป็นต้น
ประกันค่าใช้จ่าย...ต่อเนื่อง
การคิดทำประกันนั้นเป็นรายจ่ายต่อเนื่องที่อาจจะทำให้คุณหมุนเงินไม่ทันได้ แม้ว่าจะสามารถแบ่งจ่าย 3 เดือน 6 เดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่คุณจะต้องหามาให้ทัน ซึ่งถ้าคุณวางแผนไม่ดีแล้วขาดส่งไป 1-2 งวด ประกันอาจจะงดการคุ้มครอง รวมทั้งอาจจะริบเงินต้นส่วนที่คุณได้ส่งมาหรือได้คืนแบบไม่เต็มจำนวน ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกทำประกันชีวิต ต้องดูศักยภาพตัวเองด้วยว่าสามารถทำได้แค่ไหน อย่าเพิ่งเห็นแก่ค่าตอบแทนอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าคุณไม่อาจส่งเงินได้อย่างสบายๆ เพราะถ้ายกเลิกก่อนหน้านั้นคุณอาจจะไม่ได้อะไรเลย แถมขาดทุนด้วย
ค่าตอบแทน...จากประกันชีวิต
หากคุณจ่ายประกันชีวิตปีละ 50,000 บาท รวมแล้ว 10 ปี อย่างต่ำสุดคือคุณจะได้เงินทั้งหมด 500,000 บาทคืน ซึ่งคุณควรดูที่ระยะเวลาและผลตอบแทนการออมครั้งนี้ให้ดี เพราะบางบริษัทจะให้คุณส่งเป็นเวลา 10 ปี เมื่อครบกำหนดส่งแล้วก็จะยืดเวลาการชำระเงินออกไปเป็นปีที่ 15 ข้อเสียคือ คุณจะต้องรอเงินนานขึ้น แต่ค่าตอบแทนก็อาจจะมากขึ้นด้วย ขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณว่ามันจะคุ้มค่ากับการรอหรือไม่ ส่วนมากค่าตอบแทนของบริษัทประกันจะเป็นการประมาณการ เนื่องจากเขาต้องนำเงินของคุณไปลงทุนเช่นกัน ดังนั้น คุณควรถามการการันตีที่แน่นอน พร้อมอ่านสัญญาให้ละเอียดที่สุด เพราะตัวแทนประกัน (บางคน) อาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนและเป็นผลเสียต่อคุณได้ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่หนักเอาการเหมือนกัน
ข้อดีของการออมแบบประกัน
มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะทำประกัน เนื่องจากเป็นการบังคับตัวเองไปในตัวว่าจะต้องเก็บออมเงิน และมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น ทองคำ หรือกองทุนบางประเภท แถมยังได้ความคุ้มครองอื่นๆ เป็นของแถมด้วย เรียกว่าเป็นการซื้อความมั่นคงในชีวิตและคนที่อยู่ภายหลัง หากวันใดวันหนึ่งเราจากโลกนี้ไปก่อน พวกเขาจะอยู่ได้ไม่ลำบาก ส่วนที่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้มต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ และไม่เสียรู้ต่อสัญญาต่างๆ ของประกัน เพียงเท่านี้ก็จะคุ้มค่าพอกับการออมแบบอื่นๆ แต่มีบริการเป็นของแถมด้วย
นางสาว สุภาวิณี อยู่โภชนา ID.5001203042 C.2/2
คำถาม
1.ข้อดีของการออมโดยการทำประกันชีวิตคืออะไร
2.ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิตควรที่จะศึกษาข้อมูลอะไรบ้าง
ที่มา:www.my-aomsin.blogspot.com
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ครม.ไฟเขียวต่ออายุ 5 มาตราการ
ครม.ไฟเขียวต่ออายุ 5 มาตราการ น้ำ-ไฟ-รถเมล์ฟรี ถึงสิ้นปี 52 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพคนจน ผอ.สำนักงบฯ ชี้ การขยายเวลาต้องใช้งบเยอะ แนะควรขยายแค่ระยะสั้น
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติขยายเวลา 5 มาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ หลังจากที่ 5 มาตรการ 6 เดือน จะครบกำหนดในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 นี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือด้าน ค่ารถเมล์ รถไฟ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และตรึงราคาก๊าซหุงต้ม
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลระบุว่า มาตรการที่สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เกิดประโยชน์ในระดับฐานรากอย่างแท้จริง คือ มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง และมาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟ ชั้น 3
ส่วนมาตรการน้ำประปา และใช้ไฟฟ้าฟรีนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาข้อมูลจากครอบครัวผู้ที่มีรายได้น้อยจริง พบว่า ครอบครัวที่มีการใช้หลอดไฟส่องสว่าง 2-3 ดวง พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็นอย่างละ 1 เครื่อง พบค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่เดือนละประมาณ 80-100 หน่วย จึงเห็นว่ายังเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยระดับหนึ่ง
นายบัณฑูร สุภัควนิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการขยายโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน โดยยอมรับว่า การขยายโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีการขยายเวลาในระยะสั้น แต่ทั้งนี้จะต้องดูอีกครั้งว่าจะมีการนับแบบปีงบประมาณหรือปีปฏิทิน
ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนขนาดใหญ่ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 1.56 ล้านล้านบาท นายบัณฑูร กล่าวว่า จะมีการประมูลโครงการโดยใช้วิธี อี-ออกชัน ส่วนที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าจะมีความล่าช้านั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้มีการดูเงื่อนไขต่างๆ ให้ง่ายขึ้นเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนไข 60 วัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ เพราะกติกาตรงนี้เป็นแค่ระเบียบเท่านั้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีความมีโปร่งใส
โดย นางสาวปวีณา เรือนตุ่น ID 5001203015
คำถาม
1.เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงต่ออายุ 5 มาตราการน้ำ-ไฟ-รถเมล์ฟรี
2.เพราะเหตุใดรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้ถึงสิ้นปี 2552
ที่มาhttp://www.manager.co.th
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติขยายเวลา 5 มาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ หลังจากที่ 5 มาตรการ 6 เดือน จะครบกำหนดในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 นี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือด้าน ค่ารถเมล์ รถไฟ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และตรึงราคาก๊าซหุงต้ม
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลระบุว่า มาตรการที่สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เกิดประโยชน์ในระดับฐานรากอย่างแท้จริง คือ มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง และมาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟ ชั้น 3
ส่วนมาตรการน้ำประปา และใช้ไฟฟ้าฟรีนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาข้อมูลจากครอบครัวผู้ที่มีรายได้น้อยจริง พบว่า ครอบครัวที่มีการใช้หลอดไฟส่องสว่าง 2-3 ดวง พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็นอย่างละ 1 เครื่อง พบค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่เดือนละประมาณ 80-100 หน่วย จึงเห็นว่ายังเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยระดับหนึ่ง
นายบัณฑูร สุภัควนิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการขยายโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน โดยยอมรับว่า การขยายโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีการขยายเวลาในระยะสั้น แต่ทั้งนี้จะต้องดูอีกครั้งว่าจะมีการนับแบบปีงบประมาณหรือปีปฏิทิน
ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนขนาดใหญ่ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 1.56 ล้านล้านบาท นายบัณฑูร กล่าวว่า จะมีการประมูลโครงการโดยใช้วิธี อี-ออกชัน ส่วนที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าจะมีความล่าช้านั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้มีการดูเงื่อนไขต่างๆ ให้ง่ายขึ้นเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนไข 60 วัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ เพราะกติกาตรงนี้เป็นแค่ระเบียบเท่านั้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีความมีโปร่งใส
โดย นางสาวปวีณา เรือนตุ่น ID 5001203015
คำถาม
1.เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงต่ออายุ 5 มาตราการน้ำ-ไฟ-รถเมล์ฟรี
2.เพราะเหตุใดรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้ถึงสิ้นปี 2552
ที่มาhttp://www.manager.co.th
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ฝากอย่างไรให้รวย

ฝากเงินอย่างไรให้รวย
อย่างที่ทราบกันดีว่า คนส่วนใหญ่นิยมออมเงินด้วยการฝากเงินไว้ในธนาคาร
ดังนั้นเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการฝากเงิน คุณจึงควรทำความเข้าใจกับบัญชีเงินฝากแต่ละประเภท ดังนี้
* บัญชีออมทรัพย์ เป็นบัญชีที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะว่าสามารถฝาก และถอนออกได้ง่าย
ข้อดี : - สามารถถอนเงินเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้ไม่ต้องพกเงินคราวละมากๆ
ข้อเสีย : - ด้วยความที่เบิกถอนได้ง่าย ทำให้ไม่ทันระวังในเรื่องของการใช้เงิน
- อัตราดอกเบี้ยต่ำ และยังถูกเก็บภาษีดอกเบี้ยด้วย
- อัตราดอกเบี้ยต่ำ และยังถูกเก็บภาษีดอกเบี้ยด้วย
* บัญชีเงินฝากประจำ เป็นบัญชีที่มีการกำหนดระยะเวลาที่สามารถเบิกถอนได้ เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือมากกว่า 1 ปี ดังนั้นคนที่ฝากเงินแบบนี้ ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถอนเงินออกก่อนกำหนด
ข้อดี : - จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินแบบออมทรัพย์
ข้อเสีย : - ถ้าเบิกถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ยเลย
* บัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์พิเศษ เป็นการฝากเพื่อเป้าหมายเฉพาะด้าน โดยผู้ฝากต้องฝากเงินเท่ากันทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดที่ตกลงกันไว้
ข้อดี : - จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินแบบออมทรัพย์
ข้อเสีย : - ถ้าเบิกถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ยเลย
* บัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์พิเศษ เป็นการฝากเพื่อเป้าหมายเฉพาะด้าน โดยผู้ฝากต้องฝากเงินเท่ากันทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดที่ตกลงกันไว้
ข้อดี : - จะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ทั่วไป และไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย
ข้อเสีย : - สามารถเบิกเงินได้เดือนละ ครั้งเดียวเท่านั้น
นอกจากที่คุณจะต้องรู้และเข้าใจหลักการในการฝากเงินแต่ละประเภทแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ คือ การจัดสรรบัญชีเงินฝากการจัดสรรบัญชีเงินฝาก มีหลัก คือ ไม่เก็บทุกอย่างไว้ในบัญชีเดียว
ข้อเสีย : - สามารถเบิกเงินได้เดือนละ ครั้งเดียวเท่านั้น
นอกจากที่คุณจะต้องรู้และเข้าใจหลักการในการฝากเงินแต่ละประเภทแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ คือ การจัดสรรบัญชีเงินฝากการจัดสรรบัญชีเงินฝาก มีหลัก คือ ไม่เก็บทุกอย่างไว้ในบัญชีเดียว
ควรแบ่งเงินตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
-บัญชีแรก คือ บัญชีออมทรัพย์ ที่คุณสามารถเปิดได้เสมอ เพื่อใช้จ่ายในแต่ละเดือน บวกกับเงินที่เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน (ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายปกติรายเดือน)
-บัญชีที่สอง ก็ควรเป็น บัญชีเงินฝากประจำระยะยาว เพราะจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าแบบอื่นๆ โดยคุณควรฝากเงินทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละ 10% ของเงินเดือน
-บัญชีที่สาม เป็นบัญชีเพื่อการลงทุน เป็นเงินที่สะสมจนเป็นกอบเป็นกำ แล้วค่อยถอนไปลงทุน เช่น นำไปลงทุนในตราสาร หรือหลักทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ดังนั้น เงินส่วนนี้จึงควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์พิเศษ ที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากในบัญชีออมทรัพย์ปกติ แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ฝากต้องฝากเงินสม่ำเสมอเท่ากันทุกเดือนๆ ละ 1,000 บาทขึ้นไป
-บัญชีแรก คือ บัญชีออมทรัพย์ ที่คุณสามารถเปิดได้เสมอ เพื่อใช้จ่ายในแต่ละเดือน บวกกับเงินที่เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน (ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายปกติรายเดือน)
-บัญชีที่สอง ก็ควรเป็น บัญชีเงินฝากประจำระยะยาว เพราะจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าแบบอื่นๆ โดยคุณควรฝากเงินทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละ 10% ของเงินเดือน
-บัญชีที่สาม เป็นบัญชีเพื่อการลงทุน เป็นเงินที่สะสมจนเป็นกอบเป็นกำ แล้วค่อยถอนไปลงทุน เช่น นำไปลงทุนในตราสาร หรือหลักทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ดังนั้น เงินส่วนนี้จึงควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์พิเศษ ที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากในบัญชีออมทรัพย์ปกติ แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ฝากต้องฝากเงินสม่ำเสมอเท่ากันทุกเดือนๆ ละ 1,000 บาทขึ้นไป
โดย นางสาว อรวรรณ ตั้งบัณฑิต ID:5001203041
คำถาม
1.ถ้าคุณต้องการออมเงินที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องถอนเงินออกก่อนกำหนดเเละได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากทั่วไป ควรฝากเงินในบัญชีประเภทใด
2.การฝากเงินประเภทใดที่ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย
3.การฝากเงินประเภทไหนที่เหมาะกับคุณ เพราะเหตุใด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)