วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552



อนาคตการซื้อขายคาร์บอนจากภาคป่าไม้
การซื้อขายคาร์บอนจากกิจกรรมในภาคป่าไม้เป็นประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ และเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอย่างมาก เรื่องนี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อมีประเด็นเรื่อง REDD (Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country) เกิดขึ้นในการเจรจาจัดทำกติกาเรื่องโลกร้อนกันใหม่
แต่เดิมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวกับภาคป่าไม้จะมีเฉพาะโครงการ CDM เท่านั้น แต่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง มีขั้นตอนและการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก จึงมีโครงการที่ผ่านการประเมินเพียง 1 โครงการเท่านั้น (เป็นโครงการที่อยู่ในประเทศจีน) ส่วนกรณี REDD ก็ยังอยู่ในการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติ
ในขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่อง REDD แต่กิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ก็เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วในตลาดที่เรียกว่า "ตลาดภาคสมัครใจ" (Voluntary Carbon Market: VCM) ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในโครงการ CDM กับ REDD และกับตลาดภาคสมัครใจ
ในกรณีตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจนั้น เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เป็นการดำเนินงานโดยภาคเอกชนตามความสมัครใจ เริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณปี 1989 ตลาด VCM ที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ เช่น Chicago Carbon Exchange (CCX) ในปัจจุบันตลาด VCM ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต แต่ก็มีอัตราเติบโตที่น่าสนใจ จากข้อมูลในปี 2008 ตลาด VCM มีปริมาณ 123.4 ล้านตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 77% จากปี 2007 สำหรับในตลาด CCX โครงการภาคป่าไม้มีอยู่ 49 โครงการ มีอัตราเพิ่มขึ้น 21% จากปี 2007 จากการสำรวจพบว่า การเติบโตเพิ่มขึ้นนี้มีผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเสนอร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา (Clean Energy and Security Act 2009) ราคาซื้อขายคาร์บอนจากโครงการภาคป่าไม้ในตลาด VCM อยู่ที่ประมาณ 6-7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอน
สำหรับการเจรจาเรื่อง REDD เรื่องที่พอจะตกลงกันได้แล้ว คือ การดำเนินงานเรื่อง REDD เป็นแบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการบังคับ (อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะผลักดันให้เชื่อมโยงเรื่อง REDD กับการให้ประเทศกำลังพัฒนามีพันธกรณีเพิ่มขึ้น) สำหรับเรื่องขอบเขตกิจกรรมของ REDD ตอนนี้มีแนวโน้มว่า นอกเหนือจากกิจกรรมลดการทำลายป่า ลดความเสื่อมโทรมของป่า จะรวมถึงกิจกรรมการปลูกหรือฟื้นฟูทำให้ป่าเพิ่มขึ้นเข้าไปด้วย ตอนนี้จึงเรียกกันว่าเป็น "REDD-Plus" เมื่อรวมเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าเข้าไป จึงทำให้เกิดความสับสนกับเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าตามกลไก CDM ที่มีอยู่เดิม
ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่า มาตรการสนับสนุนกิจกรรม REDD จะใช้กลไกตลาด ให้มีการค้าขายคาร์บอนเครดิตแบบโครงการ CDM หรือจะใช้กลไกกองทุน หรือจะใช้ผสมกันทั้งสองแบบ ประเทศต่างๆ มีข้อคิดเห็นหลากหลายแตกต่างกันไป แต่ละแนวทางก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต้องพิจารณา ถ้าเลือกใช้กลไกกองทุน ก็มีการบ้านที่ต้องเจรจาและออกแบบว่า ทำอย่างไรจะให้มีเงินเข้ามาในกองทุนเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมเรื่อง REDD ใครจะเป็นผู้จ่าย จ่ายอย่างไร ฯลฯ
ถ้าเน้นใช้กลไกตลาด ให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ คาดว่าจะมีความต้องการสูง เนื่องจากต้นทุนเรื่อง REDD ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการลดก๊าซในกิจกรรมอื่นๆ หากประเทศที่พัฒนาแล้วมุ่งแต่มาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนเอง ปัญหาโลกร้อนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข มีแต่รายได้จากการค้าขายคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น
โจทย์ของประเทศไทยสำหรับเรื่องโลกร้อนกับภาคป่าไม้ในตอนนี้จึงมีทั้งเรื่องการเจรจาจัดทำกติกาโลกฉบับใหม่ (Post 2012 Regime) ให้มีเนื้อหาที่แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้จริงและมีความเป็นธรรม และการรับมือกับกิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในตลาด VCM ที่เริ่มมีการดำเนินงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
โดย ปวีณา เรือนตุ่น 5001203015
คำถาม
1.มาตารการสนับสนุนกิจกรรม REDD ถ้าเลือกใช้กลไกลกองทุนจะมีข้อดีอย่างไร
2.โจทย์ของประเทศไทยสำหรับเรื่องโลกร้อนกับป่าไม้ในตอนนี้มีการเจรจาเรื่องใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น