วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โหร โอฬาร กับคำทำนายเศรษฐกิจรูปตัว L

ในงานประชุมวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เรื่อง "เหลียวหลังแลหน้า เชื่อมั่นอนาคตอุตสาหกรรมไทย"
วานนี้ (10 ก.ย.) ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สศอ. ร่วมสัมมนา
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ประเมินว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "U" แต่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัว "L" หากนโยบายการเงินผิดพลาดและไม่ตรงประเด็น โดยเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับเดือนก.ย. 2551 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการเงินบาทอ่อนค่า การให้สินเชื่อของธนาคารและการใช้จ่ายงบประมาณรัฐ
ดร.โอฬาร กล่าวว่า ในปี 2552 รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยลดลง 1.2 ล้านล้านบาท โดยถ้าจัดการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 3 บาท จะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยเพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท และถ้าต้องจัดการให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน 400,000 ล้านบาท และเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐ 400,000 ล้านบาท จะเป็นการชดเชยรายได้จากการส่งออกและบริการที่ลดลงของปีนี้ได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช้าออกไป
ทั้งนี้ หากภาครัฐจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มรายได้ให้ผู้ส่งออก แรงงานและเกษตรกร โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 คาดว่าการส่งออกและบริการไทยจะมีมูลค่า 82,372 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 2.8 ล้านล้านบาท แต่ถ้าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 37 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 3.04 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมามีผู้กล่าวถึงเฉพาะประโยชน์ในการส่งออกแต่ไม่มีใครกล่าวถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลควรมองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ประสบความสำเร็จ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียที่สามารถพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ซึ่งเกาหลีใต้ใช้นโยบายเงินวอนอ่อนค่าตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยประสานงานกับผู้ส่งออกให้ปรับราคาสินค้าลงก่อนที่จะจัดการให้เงินวอนอ่อนค่าและเมื่อผู้ส่งออกได้รับการชำระเงินแล้วจะมีรายได้ในรูปเงินวอนมากขึ้น และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังออกมาและใช้จ่ายที่โปร่งใสจึงทำให้ฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น
รัฐบาลไทยต้องการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลควรลองใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าก่อนที่จะบอกว่าไม่ต้องการนโยบายดังกล่าว และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท โดยที่ผ่านมา ธปท.ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าตามกลไกตลาดและไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อขายเงินดอลลาร์ และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่านโยบายเงินบาทอ่อนค่าไม่ส่งผลกระทบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงว่าภาครัฐเริ่มเข้าใจแล้วและถ้ามีการบริหารเงินทุนสำรองให้ดี
อาทิตย์ วุฒิคะโร เห็นว่า สศอ.ประเมินภาคอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและจะมีการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "V" แต่เป็นรูปตัว " V" ที่มีหางตวัดลงเพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 8 เรื่อง คือ 1.ภาวะอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นเกิดจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งยังมีข้อกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวแบบยั่งยืนหรือไม่ 2.เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และความโปร่งใสของงบประมาณที่จัดสรรลงไป 3.แนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น 4.อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก
5.นโยบายการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีของรัฐบาลจะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังปล่อยสินเชื่อได้ช้า ซึ่งเห็นว่าควรมีการผ่อนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรมีมติให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแยกบัญชีระหว่างสินเชื่อปกติกับสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล โดยถ้าไม่มีมติ ครม.รองรับจะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่กล้าปล่อยสินเชื่อมากเพราะกังวลความผิดในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ
6.คำสั่งซื้อที่เข้ามามากในช่วงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาฝึกอบรมแรงงานใหม่ 7.ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจะต้องมีความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสเพราะต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข็งด้วย 8.ความสมดุลของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต้องหาจุดร่วมตามรัฐธรรมนูญ โดยถ้าหาจุดร่วมไม่ได้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มองว่า โอกาสเกิดวิกฤติมีอยู่เสมอและในอีก 2-3 ปี อาจจะมีวิกฤติอีกหลายด้าน เช่น วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ซึ่งภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่และจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ตลาดเวลา โดยที่ผ่านมาประเทศใช้ทรัพยากรไปมากจึงจำเป็นต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาเสริม และภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มเฉพาะธรรมาภิบาลหรือการรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งต้องมองหลายมิติให้มากขึ้นและดำเนินการในสิ่งที่โลกต้องการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความเห็นว่าอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่มแต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว และเห็นว่าจะต้องแบ่งการพัฒนาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.อุตสาหกรรมหลักเชิงเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมตั้งแต่อดีต เช่น ยานยนต์ 2.อุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้อยู่บนฐานความรู้ 3.อุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน รีไซเคิล 4.อุตสาหกรรมด้านสังคม เช่น วิสาหกิจชุมชน โอท็อป โดยปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่มองทั้ง 4 กลุ่มให้เชื่อมโยงกันและการแบ่งงานของแต่ละกระทรวงไม่สนับสนุนการพัฒนาจึงทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่เกิด
ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จะต้องมีเจ้าภาพเข้ามาดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 กลุ่ม โดยมีนโยบายเดียวกันเพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดมาตรการส่งเสริมทั้ง 4 กลุ่มได้ ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องมานั่งคุยกันเพื่อกำหนดหน้าที่กันใหม่ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถ้าไม่มีการหารือกันจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานตามแนวคิดเก่า ซึ่งในต่างประเทศมีการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อดูแลงานที่ให้ความสำคัญในแต่ละช่วง เช่น อังกฤษตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลปัญหาโลกร้อน โดยไทยอาจไม่ต้องตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลแต่อาจให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหลักในการกำหนดบทบาทของแต่ละกระทรวง
คำถาม
1. จากบทความ การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง 3 บาท จะมีผลอย่างไร?
2. เห็นด้วยจากคำแนะนำในข้อที่ 1 หรือไม่ อย่างไร
3. ไทยควรแบ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมออกเป็น 4 กลุ่ม คืออะไรบ้าง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย นาย วรเชษฐ์ ฉัตรอุดมกุล ID: 5001103139

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น