วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทอท.ตั้งเป้ายกระดับการบริการ สุวรรณภูมิ แข่งสนามบินภูมิภาค


กรุงเทพฯ 28 ส.ค. - บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ได้จัดสัมมนาครบรอบ 30 ปี โดยเชิญผู้บริหารสนามบินนานาชาติเข้าร่วม โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และกล่าวว่า มั่นใจว่าการแก้ปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย คือ การแก้ปัญหาไกด์ผี แท็กซี่เถื่อน การดูแลกระเป๋าสัมภาระ ภาพลักษณ์สนามบิน เชื่อว่า ปัญหาจะหมดภายใน 3 เดือน หลังจากที่รัฐบาลได้ผลักดันให้มีคณะกรรมการ 3 ชุด เข้ามาแก้ปัญหา คือ ชุดที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ศุลกากร สรรพสามิต และผู้บริหารสายการบิน นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการของ ทอท.ที่มีนายปิยพันธ์ จัมปาสุต เป็นประธาน ที่กำลังแก้ปัญหาอยู่ และเชื่อว่าเมื่อปัญหาหมดไป จะยกระดับมาตรการงานบริการของสุวรรณภูมิทั้งหมดให้ดียิ่งขึ้น และยังมั่นใจว่าสุวรรณภูมิจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบินได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำแผนแก้ปัญหาสุวรรณภูมิมาประชุมเพื่อสรุปทุกแนวทาง หากพบว่าเรื่องใดจำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบ ก็สามารถทำได้ทันที
ด้านนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อปรับปรุงงานของท่าอากาศยานของไทย โดยไม่ได้พูดถึงปัญหาของสุวรรณภูมิ แต่จะหารือถึงแนวทางการพัฒนาในอนาคต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังมั่นใจว่า ภายในปีนี้สุวรรณภูมิจะก้าวไปติด 1 ใน 10 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก หลังจากไตรมาส 3-4 มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากขั้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า สุวรรณภูมิของไทยยังมีปัญหาและเป็นรองท่าอากาศยานในภูมิภาคเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แม้ว่า สุวรรณภูมิจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องระบบไอที และโครงสร้าง แต่ ทอท. ก็จะเดินหน้าปรับปรุงแก้ปัญหาความตระหนักเรื่องการให้บริการของพนักงานที่ต้องปลูกฝังและสร้างให้มีค่านิยมมากขึ้น - สำนักข่าวไทย


ชื่อ น.ส. สุภาวิณี อยู่โภชนา ID. 5001203042


คำถาม


1.ปัญหาที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้แก้ไขคืออะไร

2.จุดประสงค์ของการจัดสัมนาครั้งนี้คืออะไร






วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552



อนาคตการซื้อขายคาร์บอนจากภาคป่าไม้
การซื้อขายคาร์บอนจากกิจกรรมในภาคป่าไม้เป็นประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ และเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอย่างมาก เรื่องนี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อมีประเด็นเรื่อง REDD (Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country) เกิดขึ้นในการเจรจาจัดทำกติกาเรื่องโลกร้อนกันใหม่
แต่เดิมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวกับภาคป่าไม้จะมีเฉพาะโครงการ CDM เท่านั้น แต่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง มีขั้นตอนและการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก จึงมีโครงการที่ผ่านการประเมินเพียง 1 โครงการเท่านั้น (เป็นโครงการที่อยู่ในประเทศจีน) ส่วนกรณี REDD ก็ยังอยู่ในการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติ
ในขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่อง REDD แต่กิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ก็เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วในตลาดที่เรียกว่า "ตลาดภาคสมัครใจ" (Voluntary Carbon Market: VCM) ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในโครงการ CDM กับ REDD และกับตลาดภาคสมัครใจ
ในกรณีตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจนั้น เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เป็นการดำเนินงานโดยภาคเอกชนตามความสมัครใจ เริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณปี 1989 ตลาด VCM ที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ เช่น Chicago Carbon Exchange (CCX) ในปัจจุบันตลาด VCM ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต แต่ก็มีอัตราเติบโตที่น่าสนใจ จากข้อมูลในปี 2008 ตลาด VCM มีปริมาณ 123.4 ล้านตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 77% จากปี 2007 สำหรับในตลาด CCX โครงการภาคป่าไม้มีอยู่ 49 โครงการ มีอัตราเพิ่มขึ้น 21% จากปี 2007 จากการสำรวจพบว่า การเติบโตเพิ่มขึ้นนี้มีผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเสนอร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา (Clean Energy and Security Act 2009) ราคาซื้อขายคาร์บอนจากโครงการภาคป่าไม้ในตลาด VCM อยู่ที่ประมาณ 6-7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอน
สำหรับการเจรจาเรื่อง REDD เรื่องที่พอจะตกลงกันได้แล้ว คือ การดำเนินงานเรื่อง REDD เป็นแบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการบังคับ (อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะผลักดันให้เชื่อมโยงเรื่อง REDD กับการให้ประเทศกำลังพัฒนามีพันธกรณีเพิ่มขึ้น) สำหรับเรื่องขอบเขตกิจกรรมของ REDD ตอนนี้มีแนวโน้มว่า นอกเหนือจากกิจกรรมลดการทำลายป่า ลดความเสื่อมโทรมของป่า จะรวมถึงกิจกรรมการปลูกหรือฟื้นฟูทำให้ป่าเพิ่มขึ้นเข้าไปด้วย ตอนนี้จึงเรียกกันว่าเป็น "REDD-Plus" เมื่อรวมเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าเข้าไป จึงทำให้เกิดความสับสนกับเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าตามกลไก CDM ที่มีอยู่เดิม
ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่า มาตรการสนับสนุนกิจกรรม REDD จะใช้กลไกตลาด ให้มีการค้าขายคาร์บอนเครดิตแบบโครงการ CDM หรือจะใช้กลไกกองทุน หรือจะใช้ผสมกันทั้งสองแบบ ประเทศต่างๆ มีข้อคิดเห็นหลากหลายแตกต่างกันไป แต่ละแนวทางก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต้องพิจารณา ถ้าเลือกใช้กลไกกองทุน ก็มีการบ้านที่ต้องเจรจาและออกแบบว่า ทำอย่างไรจะให้มีเงินเข้ามาในกองทุนเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมเรื่อง REDD ใครจะเป็นผู้จ่าย จ่ายอย่างไร ฯลฯ
ถ้าเน้นใช้กลไกตลาด ให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ คาดว่าจะมีความต้องการสูง เนื่องจากต้นทุนเรื่อง REDD ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการลดก๊าซในกิจกรรมอื่นๆ หากประเทศที่พัฒนาแล้วมุ่งแต่มาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนเอง ปัญหาโลกร้อนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข มีแต่รายได้จากการค้าขายคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น
โจทย์ของประเทศไทยสำหรับเรื่องโลกร้อนกับภาคป่าไม้ในตอนนี้จึงมีทั้งเรื่องการเจรจาจัดทำกติกาโลกฉบับใหม่ (Post 2012 Regime) ให้มีเนื้อหาที่แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้จริงและมีความเป็นธรรม และการรับมือกับกิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในตลาด VCM ที่เริ่มมีการดำเนินงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
โดย ปวีณา เรือนตุ่น 5001203015
คำถาม
1.มาตารการสนับสนุนกิจกรรม REDD ถ้าเลือกใช้กลไกลกองทุนจะมีข้อดีอย่างไร
2.โจทย์ของประเทศไทยสำหรับเรื่องโลกร้อนกับป่าไม้ในตอนนี้มีการเจรจาเรื่องใด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รอบรู้เรื่องข้อสอบ TOEFL เเละ GMAT

Test of English as a Foreign Language (TOEFL - iBT)
TOEFL คือแบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติเพื่อวัดความเข้าใจภาษาอังกฤษ

ปัจจุบันการสอบ TOEFL ได้เปลี่ยนมาใช้การสอบด้วยระบบอินเตอร์เน็ท TOEFL Internet-Based Test (TOEFL iBT) แทนการทดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer - Based Test) และระบบกระดาษดินสอ (Paper - Based Test) โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้ถูกต้องใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าการสอบแบบเดิม

การสอบ TOEFL iBTแบบใหม่นี้จะประกอบด้วยการทดสอบ 4 ส่วนคือ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน โดยที่แบบทดสอบจะช่วยให้นักเรียนได้แสดงความสามารถและทักษะทางด้านภาษาอังกฤษในด้านต่างๆ นอกจากนี้การทดสอบ TOEFL iBT ยังเน้นการบูรณาการหรือผสมผสานทักษะภาษาอังกฤษในด้านต่างๆ ทั้ง 4 ส่วนเข้าด้วยกัน โดยในข้อเดียวกันนี้จะต้องใช้ทุกทักษะในการแก้ปัญหา

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการสอบ TOEFL Internet-Based Test (TOEFL iBT) แบบใหม่

จะมีการสอบพูด (Speaking Section) โดยจะมีคำถามเปิดเพื่อให้ผู้สอบพูดจำนวน 6 คำถาม ผู้ทำการสอบจะต้องพูดผ่านไมโครโฟน ซึ่งจะมีการบันทึกเสียงและให้คะแนน
จะเพิ่มการเขียนเรียงความอีกหนึ่งหัวข้อภายในระยะเวลา 20 นาที จากปัจจุบันที่มีการเขียนเรียงความตามหัวข้อที่กำหนดให้ จำนวนหนึ่งหัวข้อ ภายในระยะเวลา 30 นาที
นอกเหนือจากคำถามที่เน้นเกี่ยวกับการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน ข้อสอบใหม่จะมีการบูรณาการทั้ง 4 ส่วนเข้าด้วยกัน โดยในข้อเดียวกันนี้จะต้องใช้ทุกทักษะ ในการแก้ปัญหา
การสอบแบบใหม่จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งนานขึ้นกว่าการสอบแบบเดิมประมาณ 1 ชั่วโมง
ระบบคะแนนจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยผู้สอบจะได้รับผลคะแนนทั้ง 4 ส่วน คือ การอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน พร้อมๆ กับผลคะแนนโดยรวม

การสอบในแต่ละส่วนประกอบด้วย

1.การฟัง (Listening) ประกอบด้วย 6 บทสนทนา ซึ่งแต่ละอันจะมีคำถามแบบปรนัย (Multiple Choices) จำนวน 5 - 6 คำถาม

2.การอ่าน (Reading) มีบทความจำนวน 3 บทความ ซึ่งแต่ละบทความจะมีคำถามแบบปรนัย (Multiple Choices) จำนวน 12 - 14 คำถาม

3.การพูด (Speaking) ประกอบด้วยคำถามเปิดจำนวน 6 คำถาม
- 2 คำถามแรก ผู้สอบจะต้องตอบแบบทันที โดยแต่ละคำถามจะใช้เวลา 45 วินาที (รวม 1 นาที 30 วินาที)
- 2 คำถามต่อมา ผู้สอบจะต้องอ่านบทความสั้นๆ แล้วฟังบทสนทนาที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะต้องตอบคำถาม โดยในแต่ละข้อจะให้เวลาพูด 60 วินาที (รวม 2 นาที)
- 2 คำถามสุดท้าย ผู้สอบจะต้องฟังบทสนทนา ก่อนที่จะตอบคำถาม โดยในแต่ละข้อจะให้เวลาพูด 60 วินาที (รวม 2 นาที)
4.การเขียน (Writing) ประกอบด้วยการเขียนเรียงความ 2 หัวข้อ
- การเขียนเรียงความอันแรก ผู้สอบจะต้องอ่านบทความ หลังจากนั้นจะได้ฟังบทสนทนาเกี่ยวกับบทความนั้น แล้วจึงเขียนเรียงความจำนวน 2 ย่อหน้า ภายในระยะเวลา 20 นาที
- การเขียนเรียงความตามหัวข้อที่กำหนดให้ ภายในระยะเวลา 30 นาที



Graduate Management Admission Test (GMAT)

GMAT หรือ Graduate Management Admission Test เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถของผู้ที่ต้องการเข้าศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้คะแนน GMAT ในการพิจารณารับนักศึกษา

ลักษณะของข้อสอบ

เป็นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ รวมทั้งความถนัดของการเขียนในเชิงวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความสามารถ ที่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาด้านบริหารธุรกิจควรจะมี ข้อสอบเป็นแบบปรนัย แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ Quantitative และ Verbal และมีส่วนการเขียนความเรียงที่เรียกว่า Analytical Writing Assessment (AWA)

Quantitative Section

มี 37 คำถาม ใช้เวลา 75 นาที
คำถาม Problem Solving ~ 24 คำถาม
คำถาม Data Sufficiency ~ 13 คำถาม

Verbal Section

มี 41 คำถาม ใช้เวลา 75 นาที
คำถาม Reading Comprehension ~14 คำถาม
คำถาม Critical Reasoning ~14 คำถาม
คำถาม Sentence Correction ~13 คำถาม

Essay คำถาม (Analytical Writing Assessment)

จะเริ่มต้นด้วย AWA สองคำถาม ในแต่ละส่วนจะมีเวลาทำ 30 นาที ในการพิมพ์ความเรียงในคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมเวิร์ดอย่างง่าย เรียงความแต่ละส่วนนั้นจะมีการเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วในขณะที่ อีกสองส่วนนั้นไม่ได้เรียงลำดับก่อนหลังเอาไว้

การคิดคะแนนของ GMAT

จะมีการติดลบ 1 ใน 4 สำหรับข้อที่เลือกผิดทุกข้อ และการรายงานผลจะรายงานคะแนน 3 ครั้งล่าสุด มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะพิจารณาเฉพาะผลคะแนนครั้งที่ดีที่สุด แต่บางแห่งอาจจะพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของ ทั้ง 3 ครั้ง ในคณะที่มหาวิทยาลัยบางแห่ง อาจจะพิจารณาจากพัฒนาการของนักศึกษาจากผลที่ได้แต่ละครั้ง คะแนน GMAT จะอยู่ระหว่าง200 - 800 คะแนน ส่วนใหญ่นักศึกษาจะทำได้ประมาณ 250-700 ในส่วนการเขียนเชิงวิเคราะห์ จะมีคะแนนในช่วง 0 - 6 ผู้ที่ไม่ทำข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือทั้งการเขียนบทความ และการทำข้อสอบปรนัย จะไม่ได้รับผลคะแนน เนื่องจากถือว่าทำข้อสอบไม่สมบูรณ์ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การสอบ GMAT ในประเทศไทยให้เป็นแบบการสอบกับคอมพิวเตอร์

คะแนน GMAT กับ Business Schools

คะแนน GMAT ที่ผู้สอบจะได้รับ จะมีแบ่งเป็นส่วนๆ ดังต่อไปนี้
- Quantitative ระดับคะแนน อยู่ในช่วง 0 ถึง 60
- Verbal ระดับคะแนนอยู่ในช่วง 0 ถึง 60
- Overall ระดับคะแนนอยู่ในช่วง 200 ถึง 800 ซึ่งเป็นคะแนนหลังจากนำสองส่วนแรกมารวมกันแล้วนำมาเทียบให้อยู่ในช่วงคะแนน สองร้อยถึงแปดร้อย
- Analytical Writing Assessment ระดับคะแนน อยู่ในช่วง 0 ถึง 6 โดยจะเป็นคะแนนแยกจากสองส่วนแรก ส่วนนี้สำคัญน้อยกว่าสองส่วนแรก

การเรียน MBA ในมหาวิทยาลัยดังๆ ส่วนใหญ่ก็หมายถึงการที่จบมาแล้วได้u3591 งานทำดีๆ เงินเดือนมาก ฉะนั้นการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดังจึงค่อนข้างสูง ฉะนั้นผล GMAT ที่จะใช้เพื่อให้ได้รับการตอบรับเข้าเรียน ก็สูงตามไปอย่างช่วยไม่ได้ ตารางข้างล่างเป็นคะแนนโดยเฉลี่ยของผู้ที่จะเข้าเรียน MBA ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา

มหาวิทยาลัย คะแนน
Stanford University 730
Cornell University 670
Georgetown University 655
University of Pittsburgh 620



-คำถาม
1.การสอบTOEFL คืออะไร
2.การสอบ TOEFL iBTแบบใหม่นี้จะประกอบด้วยการทดสอบ กี่ส่วนอะไรบ้าง
3.การสอบ GMATคือ
4.การสอบGMAT มีลักษณะข้อสอบเป็นอย่างไรเเล้วเเบ่งเป็นกี่ส่วนมีอะไรบ้าง



โดย นางสาว อรวรรณ ตั้งบัณฑิต ID5001203041
ที่มา http://www.gointerclub.com/index.php?area=1&p=static&page=gmat
http://www.gointerclub.com/index.php?area=1&p=static&page=toefl

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โหร โอฬาร กับคำทำนายเศรษฐกิจรูปตัว L

ในงานประชุมวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เรื่อง "เหลียวหลังแลหน้า เชื่อมั่นอนาคตอุตสาหกรรมไทย"
วานนี้ (10 ก.ย.) ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สศอ. ร่วมสัมมนา
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ประเมินว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "U" แต่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัว "L" หากนโยบายการเงินผิดพลาดและไม่ตรงประเด็น โดยเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับเดือนก.ย. 2551 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการเงินบาทอ่อนค่า การให้สินเชื่อของธนาคารและการใช้จ่ายงบประมาณรัฐ
ดร.โอฬาร กล่าวว่า ในปี 2552 รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยลดลง 1.2 ล้านล้านบาท โดยถ้าจัดการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 3 บาท จะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกและบริการของไทยเพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท และถ้าต้องจัดการให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน 400,000 ล้านบาท และเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของรัฐ 400,000 ล้านบาท จะเป็นการชดเชยรายได้จากการส่งออกและบริการที่ลดลงของปีนี้ได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับไปเท่ากับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช้าออกไป
ทั้งนี้ หากภาครัฐจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเพิ่มรายได้ให้ผู้ส่งออก แรงงานและเกษตรกร โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 คาดว่าการส่งออกและบริการไทยจะมีมูลค่า 82,372 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 2.8 ล้านล้านบาท แต่ถ้าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 37 บาท จะมีรายได้ในรูปเงินบาท 3.04 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมามีผู้กล่าวถึงเฉพาะประโยชน์ในการส่งออกแต่ไม่มีใครกล่าวถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลควรมองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ประสบความสำเร็จ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียที่สามารถพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ซึ่งเกาหลีใต้ใช้นโยบายเงินวอนอ่อนค่าตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยประสานงานกับผู้ส่งออกให้ปรับราคาสินค้าลงก่อนที่จะจัดการให้เงินวอนอ่อนค่าและเมื่อผู้ส่งออกได้รับการชำระเงินแล้วจะมีรายได้ในรูปเงินวอนมากขึ้น และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังออกมาและใช้จ่ายที่โปร่งใสจึงทำให้ฟื้นตัวก่อนประเทศอื่น
รัฐบาลไทยต้องการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลควรลองใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าก่อนที่จะบอกว่าไม่ต้องการนโยบายดังกล่าว และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท โดยที่ผ่านมา ธปท.ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าตามกลไกตลาดและไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อขายเงินดอลลาร์ และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่านโยบายเงินบาทอ่อนค่าไม่ส่งผลกระทบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงว่าภาครัฐเริ่มเข้าใจแล้วและถ้ามีการบริหารเงินทุนสำรองให้ดี
อาทิตย์ วุฒิคะโร เห็นว่า สศอ.ประเมินภาคอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและจะมีการฟื้นตัวเป็นรูปตัว "V" แต่เป็นรูปตัว " V" ที่มีหางตวัดลงเพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 8 เรื่อง คือ 1.ภาวะอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นเกิดจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งยังมีข้อกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวแบบยั่งยืนหรือไม่ 2.เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และความโปร่งใสของงบประมาณที่จัดสรรลงไป 3.แนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น 4.อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก
5.นโยบายการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีของรัฐบาลจะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังปล่อยสินเชื่อได้ช้า ซึ่งเห็นว่าควรมีการผ่อนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรมีมติให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแยกบัญชีระหว่างสินเชื่อปกติกับสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล โดยถ้าไม่มีมติ ครม.รองรับจะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่กล้าปล่อยสินเชื่อมากเพราะกังวลความผิดในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ
6.คำสั่งซื้อที่เข้ามามากในช่วงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาฝึกอบรมแรงงานใหม่ 7.ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจะต้องมีความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสเพราะต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข็งด้วย 8.ความสมดุลของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต้องหาจุดร่วมตามรัฐธรรมนูญ โดยถ้าหาจุดร่วมไม่ได้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มองว่า โอกาสเกิดวิกฤติมีอยู่เสมอและในอีก 2-3 ปี อาจจะมีวิกฤติอีกหลายด้าน เช่น วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ซึ่งภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่และจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ตลาดเวลา โดยที่ผ่านมาประเทศใช้ทรัพยากรไปมากจึงจำเป็นต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาเสริม และภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มเฉพาะธรรมาภิบาลหรือการรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งต้องมองหลายมิติให้มากขึ้นและดำเนินการในสิ่งที่โลกต้องการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความเห็นว่าอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่มแต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว และเห็นว่าจะต้องแบ่งการพัฒนาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.อุตสาหกรรมหลักเชิงเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมตั้งแต่อดีต เช่น ยานยนต์ 2.อุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้อยู่บนฐานความรู้ 3.อุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทดแทน รีไซเคิล 4.อุตสาหกรรมด้านสังคม เช่น วิสาหกิจชุมชน โอท็อป โดยปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่มองทั้ง 4 กลุ่มให้เชื่อมโยงกันและการแบ่งงานของแต่ละกระทรวงไม่สนับสนุนการพัฒนาจึงทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ไม่เกิด
ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จะต้องมีเจ้าภาพเข้ามาดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 กลุ่ม โดยมีนโยบายเดียวกันเพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดมาตรการส่งเสริมทั้ง 4 กลุ่มได้ ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องมานั่งคุยกันเพื่อกำหนดหน้าที่กันใหม่ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถ้าไม่มีการหารือกันจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานตามแนวคิดเก่า ซึ่งในต่างประเทศมีการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อดูแลงานที่ให้ความสำคัญในแต่ละช่วง เช่น อังกฤษตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลปัญหาโลกร้อน โดยไทยอาจไม่ต้องตั้งกระทรวงขึ้นมาดูแลแต่อาจให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหลักในการกำหนดบทบาทของแต่ละกระทรวง
คำถาม
1. จากบทความ การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง 3 บาท จะมีผลอย่างไร?
2. เห็นด้วยจากคำแนะนำในข้อที่ 1 หรือไม่ อย่างไร
3. ไทยควรแบ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมออกเป็น 4 กลุ่ม คืออะไรบ้าง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย นาย วรเชษฐ์ ฉัตรอุดมกุล ID: 5001103139

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การค้ากับควันบุหรี่

เป็นที่ทราบกันดีว่าบ้านเรามีกฎหมายค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การมีกฎหมายคงไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่การที่ผู้คนพร้อมใจกันขมวดคิ้วใส่สิงห์อมควันที่สูบบุหรี่เป็นที่รำคาญของคนอื่น ทำให้กฎหมายได้ผลศักดิ์สิทธิ์ตามวัตถุประสงค์ เรียกว่าดีกว่ากฎหมายอื่นอีกหลายฉบับได้เลยล่ะ

ท่านผู้อ่านคงทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากบรรดาคุณหมอไฟแรงของเราที่พยายามรณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ โดยในช่วงปี 2543 -2548 ผู้แทนไทยมีบทบาทอย่างมากในการเจรจาอนุสัญญากรอบว่าด้วยการควบคุมยาสูบหรือ FCTC (Framework Convention on Tobacco Control) ที่องค์การอนามัยโลก นครเจนีวา ชนกับธุรกิจข้ามชาติสาขานี้ ว่ากันหมัดต่อหมัด จนประสบความสำเร็จกลายเป็นความตกลงระดับโลกด้านสุขภาพฉบับแรก มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2548ทำให้หลายๆ ประเทศพากันออกมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่กันเป็นการใหญ่ รวมทั้งไทยด้วย อย่างไรก็ดี อีกหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีนครเจนีวาเป็นที่ตั้งขององค์การอนามัยโลกแท้ๆ ยังไม่เข้าเป็นภาคี FCTC และจนทุกวันนี้ สิงห์อมควันชาวสวิสก็ยังคงพ่นควันกันควันโขมงในร้านอาหาร ผับ คลับ บาร์ แต่ก็เป็นสิทธิที่ประเทศเขาเลือกทำครับ คนเราต่างจิตต่างใจกันได้ ถึงกระนั้นก็ตาม เรียกได้ว่า FTCT ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีเนื่องจากแรงคัดค้านจากบริษัทบุหรี่อเมริกันที่เกรงจะเสียผลประโยชน์มากกว่าครึ่งของมลรัฐทั้งหมด 50 มลรัฐของสหรัฐฯ รวมทั้งแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ได้ออกมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ต่างจากที่ภาคี FTCT ต้องทำนัก

มีข้อเสนอเรื่องการลงโทษและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด - ผู้อยู่ในวงการค้าบุหรี่เถื่อนพึงระวัง ตามข้อเสนอเหล่านี้ ในอนาคต การค้ายาสูบผิดกฎหมาย ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะหนีไปที่ไหน รัฐต่าง ๆ ก็จะมีกลไกที่จะตามตัวมาลงโทษจนได้ ทำนองการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีอดีตนาซีที่ไปหลบอยู่รัฐโอไฮโอ ผู้ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งส่งกลับไปดำเนินคดีที่เยอรมนีตามข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่ว่าทุกฝ่ายเห็นด้วย การเจรจายังไม่จบ แต่การที่มีคนเสนอให้มีมาตรการเช่นนี้เพื่อปราบปรามการค้าบุหรี่เถื่อน สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างครับ อย่างแรกคืออุตสาหกรรมบุหรี่ โดยเฉพาะบริษัทบุหรี่อเมริกัน มีภาพลักษณ์ที่แย่มากในสายตาสาธารณชน และแทบจะถูกจัดให้เป็น "public enemy" ไปโดยปริยาย ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมทางธุรกิจในอดีต เช่น การซ่อนผลกระทบต่อสุขภาพของการสูบบุหรี่ไว้เป็นเวลานาน รวมถึงความพยายามบิดเบือนผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ชี้ให้เห็นภัยของบุหรี่ ต่างๆ นานา ดังนั้นจึงหาพันธมิตรมาเห็นใจได้ยากยิ่ง และถูกมองอย่างเคลือบแคลงสงสัยไม่ว่าจะทำอะไร

อย่างไรก็ดี บางฝ่ายมองว่ามาตรการควบคุมการสูบบุหรี่บางอย่างน่าจะถือได้ว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า อาทิ การห้ามโฆษณา การห้ามขายบุหรี่ในร้านค้าปลอดภาษี เป็นต้น ในขณะที่ฝ่ายที่มุ่งมั่นกับการประกาศสงครามต่อต้านบุหรี่ก็เดินหน้าต่อด้วย "แผนสอง" คือ การจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกค้า "บุหรี่เถื่อน"

ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นหรือได้ยินมาบ้างว่า มีการขายบุหรี่หนีภาษีตามทางเท้าในบ้านเรา ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมาย เนื่องจากเลี่ยงทั้งอากรศุลกากรและภาษีสรรพสามิต บ้านเราภาษีอาจไม่สูงนัก ถึงจะเก็บภาษีจนเต็มเพดานแล้วอย่างในตอนนี้ก็เถอะ ราคาก็ยังไม่แพงเท่าบุหรี่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งเก็บภาษีหนักมาก และบุหรี่หนีภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล อีกทั้งยังทำให้มาตรการด้านนโยบายลดการบริโภคบุหรี่ด้วยการเก็บภาษีใช้ไม่ได้ผล นักสาธารณสุขจึงเป็นเดือดเป็นแค้นกับขบวนการบุหรี่เถื่อนเป็นอันมาก นี่ยังไม่นับเหตุผลอื่นที่สำคัญอีก เช่น การค้าบุหรี่เถื่อนเป็นช่องทางการฟอกเงินทางหนึ่ง

ผู้ร้ายรายใหญ่ก็ไม่พ้นบริษัทบุหรี่จากชาติมหาอำนาจอินทรีล่ะครับ โดยข้อกล่าวหาก็คือ จงใจปล่อยปละละเลยให้บุหรี่จำนวนมากที่ตนผลิตตกไปอยู่ในมือคนที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะนำเข้าไปขายที่ยุโรปแบบหนีภาษี เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปจึงเริ่มปราบปรามบุหรี่เถื่อนจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้การปราบปรามก็เริ่มจะขยายวงกว้างขึ้นไปสู่ระดับสากล โดยจะเป็นการจับมือกันระหว่างภาคศุลกากรกับภาคสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งได้หยิบยกเรื่องการค้าบุหรี่อย่างผิดกฎหมายขึ้นภายใต้ FCTC โดยจะมีการเจรจาจัดทำพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำดังกล่าวเร็วๆ นี้

ข้อเสนอให้มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากๆ ดูจะเป็นอาการหนึ่งของความเก็บกด หรือ "frustration" ของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีรัฐบาลที่ไม่มีความจริงจังในการจัดการกับปัญหาในบ้านตนเอง รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข โดยประเทศเหล่านี้มีปัญหาเฉพาะหน้ามากมายอยู่แล้วให้จัดการ และเรื่องบุหรี่เถื่อนอาจถูกจัดเป็นเรื่องรอง แถมบริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่ทรงอำนาจคอยส่งเสริมการค้าหนีภาษีอยู่อย่างลับๆ รัฐบาลประเทศเล็กๆ จะไปทำอะไรไหว ผลก็คืออาการเหล่านี้มาปรากฏในท่าทีการเจรจาระหว่างประเทศ โดยประเทศเหล่านี้เชื่อว่าจะสามารถใช้นำกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เข้มงวดไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้ ง่ายกว่ารอให้นักการเมืองของตนหันมาสนใจจัดการกับปัญหา

ความเป็นไปในโลกเรา บางทีก็เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่มันก็เป็นความเป็นจริงของชีวิตใช่ไหมครับ

คำถาม

1.FCTC (Framework Convention on Tobacco Control)คืออะไร
2.สิ่งใดที่มีความสำคัญในการส่งเสริมกฏหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้ได้ผลมากขึ้น
3.เมื่อได้อ่านบทความนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อธุรกิจกับบุหรี่

โดย นายวรเชษฐ์ ฉัตรอุดมกุล ID:5001103139

ที่มา
การค้ากับควันบุหรี่ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2446 23 ก.ค. - 25 ก.ค. 2552
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0623653&issue=2446
การค้ากับควันบุหรี่ ภาค 2จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2449 02 ส.ค. - 05 ส.ค. 2552
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0624493&issue=2449